- 20 ม.ค. 2560
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม : www.tnews.co.th
ยังชุลมุนกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับแนวทางการทวงคืนความเป็นธรรมให้กับ นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร หลังจากถูกคำพิพากษาให้จำคุก 3 ปี 2 เดือน จากคดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ที่ออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมว่าตัวเองนั้นไม่ใช่คนกระทำผิด ขอให้รื้อคดีใหม่เพื่อความคืนความเป็นธรรม
สำหรับคดีดังกล่าวนี้ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 มี.ค.2548 ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 3 ปี 2 เดือน ส่วนชั้นอุทธรณ์ยกฟ้อง ศาลฎีกาพิพากษาตามศาลชั้นต้น คือตัดสินจำคุก 3 ปี 2 เดือน ต่อมาได้รับอภัยโทษเมื่อปี 2558 รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ตามที่เราได้รายงานไปแล้วนั้น
ต่อมาภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษออกมาแล้ว ก็ได้มีการร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมต่อศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม อ้างว่าตกเป็นแพะ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้น คือ ศาลจังหวัดนครพนม รับคำร้องรื้อฟื้นคดี เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2559 และศาลจังหวัดนครพนม ได้นัดสืบพยาน ทั้งผู้ร้อง และผู้คัดค้าน ในระหว่างวันที่ 8 – 10 กุมภาพันธ์ 2560
ด้วยเหตุผล ที่นางจอมทรัพย์ ยืนยันขณะเกิดเหตุตนอยู่กับครอบครัวที่บ้าน ซึ่งอยู่ที่ จ.สกลนคร แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ จ.นครพนม ภายหลังเจ้าหน้าที่สามารถสอบสวนหาพยานหลักฐานใหม่ ที่แสดงให้เห็นนางจอมทรัพย์ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด เพราะสามารถติดตามหาตัวผู้ก่อเหตุตัวจริง ที่เป็นผู้ให้การยอมรับสารภาพต่อศาลว่า เป็นคนกระทำผิดจริง โดยผู้ก่อเหตุตัวจริงเป็นบุคคลที่มีฐานะทำให้ศาลเชื่อได้ว่าไม่ได้เป็นการรับจ้างมารับผิดแทน และยังได้นำพยานปากสำคัญซึ่งถือเป็นพยานหลักฐานใหม่ มาให้การกับศาล คือนายสับ วาปี ซึ่งเป็นคนที่ออกมายอมรับผิดว่าตนเองเป็นคนขับรถกระบะไปชนจักรยานในวันเกิดเหตุ และนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ ซึ่งเป็นพยานปากสำคัญที่อยู่ในที่เกิดเหตุ เห็นทะเบียนรถและเห็นคนขับรถด้วย
ซึ่ง ก็อยากจะทำความเข้าใจกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะตอนนี้ข่าวสารจากการนำเสนอของสื่อไปค่อนข้างรวดเร็วและสับสนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ออกเปิดข้อมูลขบวนการรับจ้างติดคุกแทน ซึ่งก็มีการเดินหน้าให้ข้อมูลเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
แต่เมื่อเรามาดูประเด็นการพิจารณา ซึ่งพบว่ามีอยู่ 2 ประเด็นหลักคือ การที่พยานให้การว่า เห็นคนขับรถเป็นผู้ชาย ซึ่งลงมาดูผู้เสียชีวิต ก่อนจะขับรถหลบหนีไป และเรื่องของรถคนที่ชนจริง ในวันเกิดเหตุ
ในการสอบสวนนั้น ทาง พ.ต.ต.ทงศักดิ์ โพธิ์โหน่ง พนักงานสอบสวนสภ.เรณูนคร เจ้าของคดี ได้เชิญนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ พยานที่เห็นเหตุการณ์มาสอบปากคำ ซึ่งก็ระบุว่า เห็นรถกระบะ วิ่งแซงรถตนไปแล้วก็ไปเฉี่ยวชนกับรถจักรยานที่อยู่เลนตรงข้าม โดยตนได้หันหน้ารถจักรยานยนต์เพื่อให้ไฟหน้ารถส่องไปบริเวณที่เกิดเหตุพบว่ารถยนต์กระบะมีหมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนคร และเห็นคนขับรถเป็นผู้ชายเปิดประตูรถลงมาไปดูผู้ตาย แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่มีระบุไว้ในชั้นศาล
ซึ่งผู้สื่อข่าวก็ได้เดินทางไปพบ นางทัศนีย์ที่บ้านอีกครั้ง เพื่อสอบถามในวันเกิดเหตุอีกครั้ง พร้อมกับนางทองเรศ วงศ์ศรีชา พยานอีกคนที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ในวันเกิดเหตุ
นางทัศนีย์เล่าว่า ขณะขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่นดรีม สีขาว ทะเบียน ฉ 2744 นครพนม ออกจากบ้านงาน โดยมีนางทองเรศ เพื่อนซ้อนท้าย มาได้ประมาณ 20 เมตร มีรถยนต์คันหนึ่งวิ่งตามหลังมาด้วยความเร็วสูง พร้อมกับขับแซงนำหน้ารถตนขึ้นไป เป็นจังหวะเดียวกันที่นายเหลือ พ่อบำรุง ผู้ตาย ขี่รถจักรยานข้ามฟากมาจากอีกฝั่งหนึ่ง ขณะเดียวกันรถยนต์กระบะคันดังกล่าววิ่งพุ่งชนทางด้านขวา จนร่างของนายเหลือลอยกระเด็นตกห่างจุดชนหลายเมตร
และนอกจากนั้น ผู้สื่อข่าวยังไดสอบถามนาง ทองเรศ วงศ์ศรีชา พยานอีกคน ก็ได้กล่าวย้ำในวันเกิดเหตุว่า เห็นผู้ชายเป็นคนขับรถคันที่ชนแล้วหลบหนี
สำหรับประเด็นการพิจารณาเรื่องคนขับรถตามที่พยานให้การนี้ เมื่อเราไปตรวจสอบคำพิพากษาของศาลฎีกา ก็พบคำวินิจฉัยออกมาว่า “แม้นางทัศนีย์จะเบิกความว่าพยานเห็นคนขับรถยนต์กระบะลงมาจากรถด้วยและยืนยันว่าคนขับเป็นผู้ชาย โดย นายทวีเลิศ และ นายสว่าง พ่อบำรุง ซึ่งเป็นน้องชายผู้ตายต่างเบิกความว่า นางทัศนีย์มาเล่าข้อเท็จจริงดังกล่าวให้นายทวีเลิศฟังด้วย และนายทวีเลิศก็มาเล่าให้นายสว่างฟังอีกต่อหนึ่ง
แต่ในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางทัศนีย์และนางทวีเลิศตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.6 ซึ่งได้ให้การใกล้ชิดกับวันเวลาที่เกิดเหตุก็ไม่ได้ระบุถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวเอาไว้ ทั้งๆ ที่เป็นข้อเท็จจริงในส่วนที่สำคัญ โดย นางทัศนีย์ เบิกความว่า ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนได้แล้ว แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้บันทึกไว้
ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ข้อความในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางทัศนีย์ตามเอกสารหมาย จ.4 แล้ว ปรากฏว่า มีการระบุรายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดเป็นขั้นตอน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ขัดต่อเหตุผลและผิดปกติอย่างยิ่งที่พนักงานสอบสวนจะไม่ได้บันทึกว่าประจักษ์พยานเห็นผู้กระทำความผิดว่าเป็นชายหรือหญิง อีกทั้งจะสันนิษฐานว่าพนักงานสอบสวนกระทำการโดยจงใจไม่บันทึกคำให้การเช่นว่านั้นเพื่อให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะในขณะสอบปากคำพยานดังกล่าวพนักงานสอบสวนก็ยังไม่ทราบว่าเจ้าของรถยนต์กระบะคันที่เกิดเหตุเป็นชายหรือหญิง”
แต่เมื่อดูจากคำให้สัมภาษณ์ของ นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ที่ให้ข้อมูลว่า แม้พยานในที่เกิดเหตุจะยืนยันว่า ผู้ก่อเหตุขับรถชนจะเป็นผู้ชาย ร่างสูงใหญ่ เพราะในวันเกิดเหตุพยานขับรถมอเตอร์ไซค์ตามมาเห็นว่า คนขับเปิดประตูรถลงมาดูหลังชนคนตาย ทว่า สิ่งที่ต้องตกใจมากกว่านั้น คือ ตำรวจได้ลบคำว่า “ผู้ชาย” ออกจากสำนวนส่งฟ้อง
“วันที่นัดครูไปโรงพัก ครูก็ไปยืนหน้าคอมพ์ที่เขาทำสำนวน ไปยืนอยู่ข้างหลังของตำรวจ เห็นเขาลบคำว่า ผู้ชายออก จึงทักท้วงว่า ลบคำว่า ผู้ชายออกทำไม เขาก็ไม่พูด เขาก็ลบออก และก็พิมพ์อย่างอื่นต่อ”
ซึ่งถ้าหากพิจารณาตามนี้ ก็คงจะเกิดเป็นคำถามว่า แท้จริงแล้ว พนักงานสอบสวนได้ลบข้อความ ที่ระบุว่า ผู้ชาย เป็นคนขับรถ ออกจากสำนวน จริงหรือไม่ ก็ไม่มีความชัดเจนออกมาจาก พ.ต.ท.ทงศักดิ์ พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีแต่อย่างใด
ส่วนอีกประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ ที่ถูกนำมาพิจารณา คือรถคันที่ชน สรุปแล้วใช่รถทะเบียน บค 56 สกลนคร ซึ่งเป็นรถกระบะโตโยต้า สีบรอนด์ทอง หรือรถกระบะอีซูซุ สีเขียว ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร กันแน่
เพราะจากปากคำของพยาน คือนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ ที่ระบุว่า ไฟหน้ารถส่องเห็นเลขทะเบียนชัดเจน 56 สกลนคร และหลักฐานจากตะเกียบรถจักรยาน ที่มีรอยสีเขียวเปื้อนติดอยู่ จึงเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบพบรถยนต์ของนางจอมทรัพย์และได้นำทะเบียนรถไปตรวจสอบที่กองพิสูจน์หลักฐาน ยืนยันว่าเป็นสีที่มาจากทะเบียนรถ
ซึ่งประเด็นนี้ ทางนางจอมทรัพย์ ก็ได้เปิดเผยว่า แม้หลักฐานจะชี้ชัดว่า รถที่ชนคนปั่นจักรยานตายจะเป็นรถสีเขียว เพราะมีเศษสีเขียวไปติดอยู่ในซากของรถจักรยาน โดยครูยืนยันว่า รถของตนเองเป็นสีน้ำตาลบรอนซ์ แต่มีสีเขียวเพียงแค่ตัวหนังสือบนป้ายทะเบียนรถ จากนั้นตำรวจจึงถอดป้ายทะเบียนไปตรวจพิสูจน์หลักฐานที่กองพิสูจน์หลักฐาน เจ้าหน้าที่ใช้กล้องจุลทรรศน์ระบบแรงสูงตรวจหลักฐาน พิสูจน์ได้ว่า แผ่นป้ายทะเบียนของครู ไม่มีร่องรอยการบุบ การชน ขูดขีด เป็นแผ่นป้ายทะเบียนที่มีสภาพสมบูรณ์
และการเปิดตัวพยานปากสำคัญ อย่างนายสับ วาปี ที่เป็นเจ้าของรถกระบะอีซีซุ สีเขียว ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ที่ออกมาให้การต่อหน้าศาลว่า ตนเองเป็นคนขับรถคันดังกล่าวไปชนจักรยานและทำให้คนขับต้องเสียชีวิตเอง หลังจากการก่อเหตุก็ได้นำรถนั้นไปซ่อนในป่าอ้อย เห็นว่าเรื่องเงียบแล้ว ตนก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งมาทราบว่า ครูจอมทรัพย์ ต้องมารับโทษแทน ทั้งที่ไม่ได้ทำผิด
แต่ขณะเดียวกัน เมื่อตำรวจก็ต้องการที่จะหาข้อมูลหลักฐานเพื่อมายืนยันว่า แท้จริงแล้ว นางจอมทรัพย์ จะใช่แพะที่ติดคุกฟรีจากการทำหน้าที่บกพร่องของพนักงานสอบสวนหรือไม่ หรือจะเป็นผู้ต้องหาตัวจริงแต่สร้างหลักฐานเท็จเพื่อให้ตัวเองกลับเข้ารับราชการได้อีก
ซึ่งก็นำโดย พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ ก็ได้ออกมาเปิดเผยถึง การพบเบาะแส กลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเป็นขบวนการ จัดหาคนมาติดคุกหรือรับผิดแทน ว่า จากการสืบสวนสอบสวนจนถึงขณะนี้ยืนยันได้ว่ามีขบวนการแสวงหาผลประโยชน์จากเรื่องนี้จริง มีพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์เรื่องนี้ได้ แต่รายละเอียดต่างๆ ไม่ขอเปิดเผย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งข้อมูลดังกล่าวไปที่ทางส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการไต่สวน สิ่งที่ตนอยากจะบอกกับสังคม คือ เรื่องที่การขอรื้อฟื้นคดีเป็นสิทธิของนางจอมทรัพย์ เมื่อเชื่อว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ใช้สิทธิตามกฎหมาย ตรงนี้เราเข้าใจ แต่ในกระบวนการใช้สิทธิแล้วมีคนไปหาผลประโยชน์จากตรงนี้ หากผิดกฎหมายหรือทำไม่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่ต้องไปดำเนินการ จึงขอให้สังคมแยกแยะให้ชัดเจน
พล.ต.อ.ปัญญากล่าวต่อว่า “วันนี้พี่น้องประชาชนชน หรือสื่อมวลชน น่าจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นมาอย่างไร และเริ่มไปติดตามแก่นรากของมัน คือหลังจากคดีสิ้นสุดไปแล้วมีคนมาบอกว่าคนขับรถชนไม่ใช่ครูจอมทรัพย์ คนก็เริ่มไปหาแล้วว่ารถที่ชนและคนที่่อ้างว่าชนอยู่ด้วยกันหรือเปล่า ประชาชนกำลังช่วยกันหา
จึงขอให้ประชาชนมีสติในการรับรู้ ส่วนที่ทำเป็นขบวนการและดำเนินการกันมาที่ไม่ถูกต้อง ตำรวจจะสืบสวนต่อเนื่อง ยืนยันว่าที่ตำรวจออกมาชี้แจงนั้นไม่ได้ปกป้องใคร ไม่มุ่งทำลายใคร หากตำรวจผิดก็ต้องลงโทษดำเนินการตามวินัย และทางอาญา หากลูกน้องทำผิดเราไม่ปกป้องอยู่แล้ว อยากขอสังคมฉุกคิดว่าเรื่องที่เกิดมีต้นเหตุมาจากไหน และประกอบด้วยอะไรบ้าง อย่างกรณีนี้ วันที่ 11 มี.ค. 2548 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ รถกับคนอยู่ด้วยกันในวันเกิดเหตุหรือไม่ แต่ถ้ารถกับคนไม่อยู่ด้วยกันในวันเกิดเหตุ มันก็เป็นไม่ได้”
หากฟังจากที่ พล.ต.อ.ปัญญา ได้พูดถึง พยานหลักฐานใหม่ คือนายสับ วาปี ที่บอกว่า ขับรถไปชน แต่ข้อเท็จจริงแล้ว รถนั้นยังมีอยู่ในวันเกิดเหตุหรือไม่ ซึ่งวันนี้ เราได้ส่งผู้สื่อข่าวไปคุยกับนาย อุบล ไชยบัน ซึ่งเป็นคนที่ซื้อรถต่อจากนายสับ มาใช้งานอีกที
ผู้สื่อข่าวลงไปที่บ้านนายอุบล ไชยบัน อายุ 65 ปี บ้านเลขที่ 107 หมู่ 5 บ้านแก้ง ตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า เริ่มแรกได้ชื้อรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บค 56 มุกดาหาร สีเขียว ยี่ห้ออีซูซุ ได้ซื้อมาจากนายรัน ผู้ใหญ่บ้าน บ้านนันทวัน หมู่ 6 ตำบลกุดแข้ อำเภอเมืองมุกดาหาร (ซึ่งเป็นบ้านเดียวกันกับนาย สับ วาปี) มาเมื่อปี 2547 ราคา 33,000 บาท มีสภาพเก่าและมาใช้ในหมู่บ้าน ได้บรรทุกปุ๋ยคอก มันสำปะหลัง อ้อย ไม้ยูคา
หลังจากนั้นใช้งานไม่ได้ ก็เลยขายเป็นเศษเหล็กให้กับคนมาซื้อของเก่า ชื้อขยะตามหมู่บ้าน และรถกระบะตนเองจำทะเบียนไม่ได้ จำได้เป็นสีเขียว รถมีสภาพเก่า วิ่งไปทางไกลไม่ได้ ก็เลยขายเป็นเศษเหล็กเป็นขยะและได้มาเสียภาษีประจำปีเพื่อต่อทะเบียน ปี 2548 และได้ขายเป็นเศษเหล็กไปปลายปี 2551 ในราคา 15,000 บาท และได้เอาเอกสารรถให้คนซื้อเศษเหล็กไปหมดเลยนายอุบล ไชยบัน กล่าวต่อไปว่า รถยนต์กระบะคันดังกล่าว ในปี 2548 ไม่เคยวิ่งไปจังหวัดสกลนคร นครพนม เรณูนคร ไม่เคยขับรถออกนอกจังหวัด ใช้ในหมู่บ้าน และหมู่บ้านใกล้เคียง
จากกรณีคดีครูจอมทรัพย์ เกี่ยวกับรถกระบะทะเบียน กค – 56 มุกดาหาร ตนเองคิดว่าไม่เป็นความจริง รถของตนเองไม่เคยไปไหนเลย นอกจากเป็นรถคันอื่น และจะมีคนมีหยิบยืมเป็นไปไม่ได้ เพราะรถคันดังกล่าวใช้ไม่ได้ ตนเองขอยืนยันว่าไม่มี ไมเคยไปไหนไกล ๆ ข้ามจังหวัด เป็นไปไม่ได้เลย และตนเองไม่เคยรู้จัก นายสับ วาปี แต่เคยเห็นชื่อในสมุดคู่มือรถกระบะ ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว และตนเองก็ได้ทำ พรบ. เสียภาษีปกติ
และนอกจากนี้ นายอุบล ไชยบัน กล่าวเพิ่มเติมว่า หลายปีที่ผ่านมามีครู 2 คน ได้มาหาตนเองที่เถียงนา มาบอกว่าขอร้องอยากได้เศษเหล็กของรถยนต์กระบะ คันหมายเลขทะเบียน บค-56 มุกดาหาร เพื่ออยากช่วยเพื่อนที่ถูกจับ ตนเองได้ปฎิเสธไป เพราะว่ารถคันดังกล่าวไม่มีได้ขายเป็นเศษเหล็กไปแล้ว ราคา 15,000 บาท ถ้าอยากได้เงินก็จะหามาให้ ตนเองปฎิเสธไป และครูทั้ง 2 คน ได้หายไปเลย จนมาวันนี้ถึงได้รู้ข่าวเกี่ยวกับครู และรถยนต์กระบะคันดังกล่าว
เรียบเรียงโดย : วัสดา สำนักข่าวทีนิวส์
