- 24 ม.ค. 2560
ติดตามข่าวเพิ่มได้ที่ www.tnews.co.th
วันนี้ (24 ม.ค.) นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า หลังจากเกิดฝนตกหนักและมีปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ครั้งล่าสุด กรมชลประทาน ได้ออกสำรวจสิ่งก่อสร้างที่กีดขวางทางน้ำ เบื้องต้นพบว่ามี จำนวน 348 แห่ง ซึ่งหากมีการสำรวจเพิ่มเติมคาดว่าจะมีมากกว่านี้ โดยพบว่าที่ จ.นครศรีธรรมราช มีสิ่งกีดขวางทางน้ำมากที่สุด คือ 174 แห่ง แบ่งเป็น ถนน สะพาน ทางลอด 42 แห่ง รองคือที่ จ.พัทลุง มี 30 แห่ง และที่ จ.สุราษฎร์ธานี 25 แห่ง
รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าสิ่งกีดขวางเหล่านี้ ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการระบายน้ำ ทั้งที่ข้อเท็จจริง สิ่งที่กีดขวางทางน้ำ ทั้ง ถนน หรืออาคารบ้านเรือนล้วนมีกฎหมายควบคุม เช่น กฎหมายผังเมือง กฎหมายควบคุมการก่อสร้างอาคารสถานที่ กฎหมายขุดดินถมดิน กฎหมายเหล่านี้ ล้วนใช้ควบคุมการก่อสร้างเพื่อไม่ให้รุกล้ำพื้นที่สาธารณะ พื้นที่โล่ง ที่เสี่ยงภัย หรือแม้แต่พื้นที่ขวางทางน้ำ แต่กฎหมายที่บังคับใช้อยู่ออกมาหลังการตั้งชุมชน นี่คือข้อจำกัดในทางปฎิบัติ
" แม้ว่าชุมชนจะก่อตั้งมาก่อนที่จะมีกฎหมายผังเมืองหรือกฎหมายควบคุมอาคารสถานที่ หากดูตามการออกแบบผังเมืองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่าการออกแบบผังเมืองไม่เคยมีการออกแบบทางระบายน้ำไว้เลย" รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว
ทางด้าน นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า กรมโยธาธิการและผังเมือง มีอำนาจในการเวนคืนที่ดิน หากพบว่ามีผู้บุกรุก หรืออยู่อาศัยในพื้นที่ตามอำนาจหวงห้าม แต่ที่ผ่านมายังไม่พบว่าเคยมีการเวนคืนที่ดิน เพื่อใช้สำหรับการเปิดพื้นที่ทางระบายน้ำ และวิธีการดังกล่าวนี้ ตนมองว่าจะมีข้อจำกัดในทางปฎบัติเป็นอย่างมาก
ขอบคุณข้อมูลจากเว็ปไซต์ ข่าวไทยพีบีเอส
วิทย์ณเมธา สำนักข่าวทีนิวส์
