“ภูมิธรรม”ส่งสัญญาณ”เพื่อไทย”ไม่ยอมรับ การปรองดองชัดเจน (รายละเอียด)

คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 7/2560 เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการย่อยในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองด

07 ก.พ. ได้มีการเผยแพร่คำสั่งคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 7/2560 เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการย่อยในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) ซึ่งก็ประกอบด้วยผู้ที่เป็นคณะกรรมการทั้ง คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง" มีจำนวนกรรมการอย่างน้อย 33 คน โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นรองประธาน
มีที่ปรึกษาและกรรมการ อย่างน้อย 8 คน ประกอบด้วย
1.ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
2.ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)
3.ประธานคณะอนุกรรมการทุกคณะภายใต้คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง (ถ้ามี)
4.พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์
5.นายปณิธาน วัฒนายากร
6.นายสุจิต บุญบงการ
7.นายสุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์
8.นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์

(คลิกอ่าน : ลุงกำนันขอผ่าน ไม่พูดปรองดอง!!ย้ำพร้อมสนับสนุนรบ.-ค้านล้างผิด ไม่นิรโทษกรรม)

มีกรรมการอื่นอีก 23 คน ประกอบด้วย
1.รองประธาน สนช.คนหนึ่งที่ได้รับมอบหมาย
2.รองประธาน สปท.คนหนึ่งที่ได้รับมอบหมาย
3.รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
4.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
5.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
6.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
7.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
8.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
9.ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
10.เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
11.เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
12.ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
13.ผู้บัญชาการทหารบก
14.ผู้บัญชาการทหารเรือ
15.ผู้บัญชาการทหารอากาศ
16.ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
17.อัยการสูงสุด
18.เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
19.เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
20.ผู้แทน คสช.
21.ปลัดกระทรวงกลาโหม
22.ปลัดกระทรวงมหาดไทย
 23.ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
 

สำหรับแนวทางการปรองดองของรัฐบาลที่เปิดเผยแนวทาง  ส่วนขั้นตอนการทำงานของคณะกรรมการกำหนดไว้ว่า คณะกรรมการจะได้เรียกนักการเมืองเข้ามาพูดคุยกับกลุ่มคน ตัวแทนพรรคการเมือง  ซึ่งจะได้รับชุดคำถามเพื่อสอบถามในความเห็น 10 ด้าน คณะกรรมการจะทำการรวบรวมความเห็นที่ได้ทั้งหมด และจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ความเห็นออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
1.เรื่องที่เห็นตรงกัน
2.เรื่องที่พอจะเห็นตรงกันบ้าง ซึ่งคณะกรรมการจะได้นำความเห็นเหล่านี้มาจัดทำเป็นข้อบันทึก และนำไปสู่การจัดทำเป็นข้อตกลงร่วม หรือสัญญาประชาคม เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ลงนามโดยมีประชาชนเป็นพยานว่าหลังจากนี้จะไม่เกิดการกระทำที่ผิดไปจากข้อตกลงที่ได้ลงนามร่วมกันไว้
กลุ่มที่3 เป็นประเภทเรื่องที่เห็นไม่ตรงกัน คณะกรรมการจะปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการทางกฎหมายดำเนินการไป คือสิ่งใดที่เป็นข้อขัดแย้งจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งดำเนินการแก้ไข รวมถึงกรณี นิรโทษกรรม จากนั้นเมื่อทุกฝ่ายลงนาม รัฐบาล และ คสช.จะนำเนื้อหาทั้งหมดที่มีการลงนามไปจัดทำเป็นกติการ่วม ซึ่งอาจออกมาในรูปคำสั่งตามม.44ตามมา ทั้งนี้ก็เพื่อให้ประเทศไม่กลับไปสู่วังวนเดิมๆที่ผ่านมา และเดินไปสู่การเลือกตั้งได้อย่างเรียบร้อย ซึ่งก็คงต้องรอความชัดเจน จากการประชุมคณะกรรมการอีกครั้ง ซึ่งยังไม่มีกำหนดการประชุม คณะกรรมการนัดแรกแต่อย่างใด เนื่องจากต้องรอนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน เป็นผู้กำหนดวันประชุมที่แน่นอนอีกครั้ง ซึ่งแต่ละพรรคการเมือง หรือตัวแทนกลุ่มทางการเมือง ก็ได้มีท่าออกมาอย่างชัดเจน ทั้งการขาดรับแนวทาง พร้อมร่วม และการมีข้อเสนอผ่านสื่อไปเท่านั้นแต่กรณีที่เลขาของพรรคเพื่อไทย ที่ออกตัวแรง กับข้อเสนอที่ชัดเจนว่า ไม่เอาแนวทางปรองดองกับรัฐบาลคสช. แน่นอน
โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถ้าอยากให้ความปรองดองเกิดขึ้น สังคมไทยต้องช่วยกันผลักดันและทำ 2 สิ่งต่อไปนี้ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง คือ
1.ต้องพร้อมกลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตย อย่างแท้จริงเพราะเป็นหลักประกันสำคัญที่จะสร้างการยอมรับให้สังคมที่มีความแตกต่างกัน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและสันติทำให้เกิดความเคารพและยอมรับ ในสิทธิ เสรีภาพของปัจเจกชนและกลุ่มชน และเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นและเป็นวิถีทางสำคัญที่จะอำนวยให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น
2.ต้องยึดหลักนิติธรรม เป็นเสาค้ำการอยู่ร่วมกัน ภายในสังคม และที่สำคัญต้องให้หลักประกันที่จะอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย ไม่มีอภิสิทธิ์ชน ไม่มีสองมาตรฐาน ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันที่ยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน ตราบใดที่ทำให้คนในสังคมไม่รู้สึกหรือไม่มั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมมีหลักประกัน ยากที่จะทำให้ความสามัคคี ปรองดองบังเกิดขึ้นในสังคม
นอกจากนี้นายภูมิธรรม ยังย้ำว่า หากความยุติธรรมไม่มี ความสามัคคีย่อมไม่เกิดขึ้น ที่ผ่านมา สาระสำคัญที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นคือ หัวใจสำคัญของสองสิ่งนี้ ซึ่งไม่เคยเป็นปัญหาของประชาชน และฝ่ายนิยมประชาธิปไตย แต่เป็นปัญหาสำคัญของฝ่ายผู้มีอำนาจและ ฝ่ายอนุรักษ์ ที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ของโลกไม่เคยเชื่อในอำนาจประชาชนและไม่เคยยอมรับระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจากข้อเสนอของนายภูมิธรรมนี้ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า แนวคิดนี้ ซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลที่มุ่งสร้างรากฐาน แก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างของพี่น้องประชาชน สร้างงานสร้างอาชีพ และแนวทางการปฏิรูปประเทศตามยุทธศาสตร์ 20 ปี และปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นเรื่องให้มาปรองดองกัน ระหว่างประชาชนกับประชาชน ซึ่งก็ต้องเริ่มแก้ที่ประชาชน
แต่นายภูมิธรรมบอกว่า คสช. เหมือนกับตีโจทย์ผิด จริงๆประชาชนไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย แต่ประชาชนมันไม่ได้ประชาชนเฉยๆ คุณภูมิธรรมได้ใช้คำว่าประชาชนและฝ่ายประชาธิปไตย นั่นหมายความว่าฝ่ายประชาธิปไตยก็ไม่ได้มีปัญหา

(คลิกอ่าน : "สนธิญาณ" ชี้!! ท่าที "ภูมิธรรม" สะท้อนชัดเมินปรองดอง "ยุคบิ๊กตู่-คสช." เพราะอ้างแบบมีนัยยะแฝงว่า"การเลือกตั้ง" เท่านั้นนำไปสู่การปรองดองได้)

 

เรียบเรียง อัจฉรา สำนักข่าวทีนิวส์