- 05 เม.ย. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันนี้ (4 เม.ย.60) เวลา 09.30 น.ที่ห้องประชุม อบต.จรัส ต.จรัส อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ พลโท ประสพชัย กงบุราณ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงาน”วันทุ่นระเบิดสากล” ซึ่งตรงกับวันที่ 4 เมษายนของทุกปี จัดขึ้นโดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ และสมาคมผู้เก็บกู้ทุ่นระเบิดพลเรือนไทย โดยมี Ms. Encyla Tina Chishiba Sinjela เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรแซมเบีย ประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา Mr. Peter Haymond อัคราชทูตที่ปรึกษาสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยานว่าประเทศไทยได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ในการกำจัดทุ่นระเบิด เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวชายแดนต่อไป
โดยภายในงานมีกิจกรรมต่างมากมาย อาทิ การสาธิตปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดและการให้ความรู้เรื่องทุ่นระเบิด,แจกรางวัลการประกวดวาดภาพของเด็กนักเรียนในพื้นที่ ต.จรัส,มอบถุงยังชีพให้กับผู้พิการจากทุ่นระเบิด ที่อาศัยอยู่ใกล้โครงการ ICEA projeoject financially supported by the JAPAN และพิธีเปิดโครงการ ICEA projeoject ที่สนับสนุนโดยรับบาลญี่ปุ่น โดยมีประชาชน เยาวชน นักเรียน และผู้พิการจากทุ่นระเบิด ในพื้นที่ให้ความสนใจร่วมงานจำนวนมาก
จากนั้นเวลา 11.00 น.คณะทั้งหมดได้เดินทางไปชมกิจกรรมทำลายทุ่นระเบิดหลายชนิด จำนวน 2,971 ทุ่น ที่บริเวณป่าชายแดนไทย-กัมพูชา บ.จรัส ต.จรัส อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ ด้วยการจุดชนวนให้ระเบิดพร้อมกันทีเดียว และกันพื้นที่ให้สื่อมวลชนและประชาชนผู้ที่เข้าชมให้อยู่ห่างจากจุดทำลายทุ่นระเบิดมากกว่า 400 เมตร เพื่อความปลอดภัย ท่ามกลางเสียงดังสนั่นหวั่นไหวของลูกระเบิดหลายชนิดเกือบ 3 พันลูกดังกล่าว สำหรับการทำลายทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นการทำลายครั้งที่ 2 สามารถคืนพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ชุมชนท้องถิ่นแห่งนี้ จำนวน 326,866 ตร.ม. โดยครั้งแรกทำลายทุ่นระเบิดไปจำนวน 2,729 ทุ่น คืนพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ชุมชนท้องถิ่นแห่งนี้ จำนวน 2,445,513 ตรม. ซึ่งดำเนินการไปแล้ว ระหว่างเดือนเมษายน 2557 ถึงตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา
นายอมรชัย ศิริไสย์ นายกสมาคมผู้เก็บกู้ทุ่นระเบิดพลเรือนไทย เปิดเผยว่า สมาคมผู้เก็บกู้ทุ่นระเบิดพลเรือนไทย ก่อตั้งโดยกลุ่มคนไทยกว่า 30 คน ที่เคยทำงานร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่ชาติ(ศทช.ศบท.) ภายใต้กองบัญชาการกองทัพไทยมากว่า 16 ปี มีวัตถุประสงค์หลักคือช่วยหน่วยงานราชการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่หลงเหลืออยู่ตามชายแดนให้ประชาชนในท้องถิ่นได้ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย และช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิดรวมทั้งกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากทุ่นระเบิด โดยสมาคมได้จดทะเบียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2553 ทุกคนมีความชำนาญการ มีประสบการณ์ด้านการกวาดล้างทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม สมาชิกสมาคมฯหลายคนเป็นคนในท้องถิ่น เคยเห็นความโหดร้ายของทุ่นระเบิดที่เกิดกับญาติพี่น้อง หรือแม้แต่ตัวเองจึงมีความมุ่งมั่นอย่างรงกล้าทีจำกำจัดวัตถุอันตรายนี้ ออกไปให้สิ้นวากจากแผ่นดินไทย เพื่อความปลอดภัยของทุกคน ซึ่งเป็นเป้าหมายและวัตถุประสงค์หลักของสมาคมฯ โดยตลอด 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นได้ช่วยเหลือบริจาคเงินให้แก่สมาคมฯผ่านกองทุน JAPAN-ASEAN integration Fund (JAIF) แล้ว 2 ครั้ง เพื่อดำเนินการกวาดล้างทุ่นระเบิดในพื้นที่ของชุมชนที่ติดกับชายแดนกัมพูชาบริเวณตำบลจรัส โดยครั้งแรก จำนวน 473,055.96 เหรียญ ส.ร.อ.สำหรับโครงการกวาดล้างทุ่นระเบิด MRCT Project ที่ดำเนินการระหว่างเดือน เมษายน 2557 ถึงตุลาคม 2558 โดยใช้เจ้าหน้าที่ 19 คน สามารถตรวจสอบพบทุ่นระเบิดและนำออกไปทำลายด้วยความร่วมมือของ นปท.3 จำนวน 2,729 ทุ่น คืนพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ชุมชนท้องถิ่นแห่งนี้ จำนวน 2,445,513 ตรม. และครั้งที่ 2 ที่กำลังดำเนินการอยู่ จำนวน 806,275.77 เหรียญ ส.ร.อ.สำหรับโครงการกวาดล้างทุ่นระเบิด ICEA Project ที่ดำเนินงานมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 และจะไปสิ้นสุดตุลาคม 2561 โดยใช้เจ้าหน้าที่ 24 คน ซึ่งจนถึงปันจุบันนี้ สามารถตรวจพบทุ่นระเบิดแล้วจำนวน 2,971 ทุ่นและจำทำลายด้วยความร่วมมือของ นปท.3 ในวันนี้ดังกล่าว คืนพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ชุมชนท้องถิ่นแห่งนี้ จำนวน 326,866 ตร.ม. ซึ่งเป้าหมายหลักของการดำเนินงานคือการกำจัดทุ่นระเบิดออกไปจากพื้นที่เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อประชาชนเพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวชายแดน และสมาคมฯจะเผยแพร่ประสบการณ์ความรู้ที่ได้ให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหาคล้ายกัน อันได้แก่ สปป.ลาว,กัมพูชา,เวียดนามและเมียนมาร์
ด้าน พลโท ประสพชัย กงบุราณ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ กล่าวว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่เราวางไว้ และเรามีการขอต่อระยะเวลา 2 ครั้ง 10 ปีแรกตั้งแต่ปี 42-52 ที่อนุสัญญาได้กำหนดไว้ว่าให้หมดภายใน 10 ปี แต่ทีนี้ในบรรดาประเทศสมาชิก 60 กว่าประเทศ ยังมีอีกกว่า 30 ประเทศ ที่ยังเก็บกู้ไม่เสร็จก็ร้องขอกันไป ก็ถือว่าประเทศไทยมีพื้นที่ที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดค่อนข้างเยอะ ถึง 2,577 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเราก็ได้อธิบายให้เขาได้เข้าใจและรับทราบถึงปัญหาของเรา เพราะฉะนั้นการขอต่อสัญญาของเราในครั้งที่ 2 เราจะขอต่อสัญญาอีกครั้งหนึ่ง คือรอบ 2 ตั้งแต่ปี 52 - 61 รอบที่ 2 ที่เราจะขอคือปี 61 – 66 เป็นเวลา 5 ปี ตามอนุสัญญาได้ประกาศครั้งสุดท้ายว่า โลกจะต้องหมดสนามทุ่นระเบิดในปี 2025 หรือ พ.ศ.2568 ช่วงเวลาที่เหลือเรามั่นใจว่าเราสามารถที่จะกวาดล้างทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดในประเทศไทยจำนวนทั้งสิ้น 420 ตารางกิโลเมตร ให้หมดสิ้นไปภายใน 5 ปีนี้ได้แน่นอน เราได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานจากสมัยก่อน เมื่อ 17 ปีที่ผ่านมา เราจะใช้วิชาการเก็บกู้แบบดั้งเดิม เน้นไปที่เก็บกู้ด้วยเครื่องมือโดยเฉพาะ แต่ปัจจุบันเราได้เรียนรู้ว่าเทคนิคแบบใหม่ที่จะใช้วิธีการสำรวจวิธีการใช้ข่าวสารที่ได้จากประชาชนในพื้นที่ เพื่อที่จะปรับลดพื้นที่ให้เหลือน้อยลง เพราะฉะนั้นการทำงานในช่วง 5 ปีต่อไปเราจะเร็วขึ้น เรามั่นใจว่าสามารถทำได้ในกรอบระยะเวลาที่ขอไปแน่นอน และถือว่าเป็นจุดแข็งของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสมาชิก เราได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากรัฐบาล โดยรัฐบาลสนับสนุนเงินในการเก็บกู้ ทั้งทหาร กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข สถาบันการแพทย์และการสูญเสีย ถึงปีละกว่า 100 ล้านบาท นอกจากนั้นยังได้รับการสนับสนุนประเทศนอร์เวย์ กว่า 10 ล้านบาทต่อปี ประเทศญี่ปุ่นอีกกว่า 30 ล้านบาทต่อปี และอีกประเทศหนึ่งก็คือ สหรัฐอเมริกา ที่ช่วยเหลือส่งนาวิกโยธิน มาเป็นครูฝึกสอนการเก็บกู้ระเบิด รวมทั้งเทคนิควิธีการหรือวิชาการใหม่ๆให้กับเรา นอกจากนั้นยังมีเรื่องจักรเก็บกู้ทุ่นระเบิดเครื่องจักรกล ความจริงตอนที่เริ่มทำเราทำทุกชายแดนเหมือนกันหมด แต่ว่าปัจจุบันอย่างที่เรียนให้ทราบตั้งแต่ 2,577 ตารางกิโลเมตร จนถึง 500 ตารางกิโลเมตร ระเบิดก็จะมาหนาแน่นที่ชายแดนกัมพูชา เพราะฉะนั้น 360 ตารางกิโลเมตร จะเป็นพื้นที่ด้านกัมพูชาประมาณ 260 ตารางกิโลเมตร ด้านลาว 70 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ด้านพม่าประมาณ 30 ตารางกิโลเมตร ส่วนความร่วมมือทางด้านของประเทศกัมพูชา ถือว่ามีความสัมพันธ์ค่อนข้างดี กับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดไทยกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา ซึ่งเราได้มีกิจกรรมร่วมกันหลายๆเรื่อง ทั้งการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพราะฉะนั้นความร่วมมือสู่ปฏิบัติการนั้นค่อนข้างดี มีการทำงานร่วมกันมาโดยตลอด รวมทั้งลาวและประเทศพม่าด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.ศบท.) เพิ่มเติมว่า ประเทศไทยยังมีทุ่นระเบิด รวมถึงสรรพาวุธหนักที่ยังไม่ระเบิด UXO ฝังอยู่ตามแนวชายแดน โดยเฉพาะด้านที่ติดกับประเทศกัมพูชา คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 422.6 ตารางกิโลเมตร (ณ.วันที่ 3 มีนาคม 2560) เป็นทุ่นระเบิดตกค้างจากสงครามหรือการสู้รบหลายครั้งหลายยุคและระหว่างหลายฝ่าย แต่ส่วนใหญ่เป็นความขัดแย้งของประเทศเพื่อนบ้านที่มีการต่อสู้กันล้ำเข้ามาในเขตประเทศไทย ทุ่นระเบิดได้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุแก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์กว่า 3,500 คน ในทุกๆปียังมีผู้ได้รับอุบัติเหตุจากทุ่นระเบิดอยู่ ปี 2559 มีผู้ได้รับอุบัติเหตุจากทุ่นระเบิด 6 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิต 1 คน หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบงานด้านกวาดล้างทุ่นระเบิดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ คือ ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ภายใต้กองบัญชาการกองทัพไทย ที่ร่วมมือและประสานการปฏิบัติกับกระทรวงการต่างประเทศมาโดยตลอด นอกจากนี้ยังมีองค์กรเอกชนหลายองค์กรคอยช่วยเหลือ หนึ่งในจำนวนนี้คือ สมาคมผู้เก็บกู้ทุ่นระเบิดพลเรือนไทย (TDA) ที่ปฏิบัติงานด้านการกวาดล้างทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนกัมพูชา มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2557 โดยสามารถตรวจพบทุ่นระเบิดและ UXO แล้วกว่า 5,700 ทุ่น และคืนพื้นที่ปลอดภัยหลังจากนำทุ่นระเบิดออกไป กว่า 2,772,379 ตร.ม.ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น เพื่อการมีชีวิตที่ดีขึ้น ปลอดภัยจากทุ่นระเบิด โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา สมาคมฯได้รับเงินบริจาคเพื่อใช้ในการปฏิบัติงานจากรัฐบาลญี่ปุ่น ผ่านกองทุน JAPAN-ASEAN integration Fund (JAIF) รวมแล้วประมาณ 1,279,331.73 USD สำหรับรัฐบาลญี่ปุ่นนั้นได้ช่วยเหลือการปฏิบัติงานด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมของประเทศไทยมาโดยตลอดระยะเวลา 16 ปีที่ผ่านมา เพื่อช่วยให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ชายแดนมีความปลอดภัยในชีวิต ปัจจุบันสมาคมฯได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนต่อเนื่อง จำนวน 806,275.77 USD จากรัฐบาลญี่ปุ่นให้ดำเนินโครงการกวาดล้างทุ่นระเบิดที่ชายแดนด้าน จ.สุรินทร์และ จ.สระแก้ว ชื่อ “บูรณาการกวาดล้างทุ่นระเบิดเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจตามแนวชายแดน (ในประเทศอาเซียน)”
ภาพ/ข่าว ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ ประจำ จ.สุรินทร์ รายงาน
