- 08 เม.ย. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2560 นายมาโนช วงษ์สุรีย์รัตน์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ รศ.สพญ.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมทีมสัตว์แพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,ครูดรล์ รัตนทัศนีย์ ครูผู้มีชื่อเสียงด้านการผลิตสื่อภาพยนตร์ และ ครูสอนดำน้ำ และภาคีเครือข่ายตัวแทนชาวประมงพื้นบ้านในจังหวัดตรัง ร่วมกันจัดทำโครงการ เพื่อการอนุรักษ์พะยูนและแหล่งหญ้าทะเลแบบบูรณาการอย่างยั่งยืนบริเวณชายฝั่งทะเล จังหวัดตรัง
ด้วยการจับพะยูนติดตั้งสัญญาณดาวเทียมติดตามตัวครั้งที่ 2 หลังจากที่เคยทำการติดตั้งมาแล้วครั้งหนึ่ง จำนวน 3 ตัว เมื่อปี 2558 แต่ถูกชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งเกรงว่าจะเกิดอันตรายกับพะยูนออกมาคัดค้าน และมีการถอดสัญญาณดาวเทียมดังกล่าวออกจากตัวพะยูนทั้ง 3 ตัวออกไป หลังจากติดตั้งไปได้ประมาณเดือนเศษ ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลวิจัยเบื้องต้นได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งต่อมาทางอุทยานฯได้ทำความเข้าใจกับชาวบ้าน รวมทั้งนักวิชาการของมหาวิทยาลัยต่างๆ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเห็นว่าข้อมูลที่ได้ในเบื้องต้น เกิดประโยชน์อย่างมากในการศึกษาวิจัย และร่วมกันจัดการทรัพยากรชายฝั่งและสัตว์ทะเลหายากฝูงใหญ่ที่สุดของประเทศไทยอย่างพะยูน และหญ้าทะเลให้สามารถคงอยู่อย่างยั่งยืนในทะเลจังหวัดตรังและประเทศไทยตลอดไป จึงมีการจัดทำโครงการติดตั้งสัญญาณดาวเทียมติดตามตัวพะยูนอีกครั้งในปีนี้ โดยมีเป้าหมายจะติดเครื่องมือติดตามตัวพะยูนจำนวน 3 ตัว โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมาจนกระทั่งสามารถจับพะยูนติดตั้งสัญญาณดาวเทียมได้แล้ว 1 ตัว เมื่อวานนี้ (7 เม.ย.) บริเวณหาดหยงหลำ เขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เป็นพะยูนเพศผู้ น้ำหนักประมาณ 200 – 250 กิโลกรัม ยาว 2.57 เมตร และเต่าตะนุ เพศเมียอีก 1 ตัว น้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม พร้อมมีการเก็บตัวอย่างเลือด ตัวอย่างดีเอ็นเอ ตรวจวัดขนาด ตรวจสุขภาพทั่วไป พร้อมถ่ายภาพเก็บบันทึกทั้งบนน้ำและใต้น้ำ เพื่อนำข้อมูลไปศึกษาวิจัยต่อไป โดยใช้เวลาในการดำเนินการติดตั้งทั้งหมดประมาณ 11 นาทีก็แล้วเสร็จ ทั้งนี้ พบว่าทั้งพะยูนและเต่าตะนุเป็นตัวโตเต็มวัย ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 2 วันที่ทีมงานนักวิชาการออกปฏิบัติการจับพะยูนด้วยอวน พบเห็นพะยูนนับ 10 ตัว รวมทั้งพะยูนคู่แม่ลูก และเต่าทะเลอีกจำนวนมาก ที่ว่ายน้ำหากินอยู่อย่างชุกชุมทั่วบริเวณแหล่งหญ้าทะเล ตลอดบริเวณแนวชายฝั่งบ้านเกาะมุกด์ ต.เกาะลิบง อ.กันตัง – บริเวณอ่าวหยงหลำ เขตอุทยานฯ นายมาโนช วงษ์สุรีย์รัตน์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม กล่าวว่า ในปีนี้ทางอุทยานฯมี การจัดประชุมและทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จึงมีตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ร่วมทำงานด้วย ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าที่จะจับพะยูนรวม 3 ตัว ใน 3 ชุมชนหลัก ติดพื้นที่ 2 อำเภอ ที่มีแหล่งหญ้าทะเล และพะยูนเข้าไปอาศัยและหากินอยู่ ซึ่งจะสามารถศึกษาพะยูนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้อย่างครอบคลุม คือ อ.กันตัง – อ.สิเกา จ.ตรัง ประกอบด้วย บริเวณหาดหยงหลำ ต.เกาะลิบง ซึ่งจับสำเร็จแล้วในวันนี้ (7 เม.ย.) และตั้งชื่อว่า “จักรี” เพราะความพยายามจะจับตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันจักรี เพื่อเป็นที่ระลึก สำหรับการจดบันทึกศึกษาวิจัยต่อไป ส่วนตัวที่ 2 - 3 จะไปดำเนินการติดตั้งในพื้นที่บ้านเจ้าไหม ต.ไม้ฝาด และบ้านปากคลอง ต.บ่อหิน อ.สิเกา
ส่วนทางด้าน รศ.สพญ.นันทริกา ชันซื่อ ผอ.ศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คราวที่แล้วมาปลด แต่ครั้งนี้มาร่วมติดตั้งด้วย ซึ่งก็พบว่าครั้งแรกที่ได้มีการติดตั้งสัญญาณแม้จะไม่นาน แต่ข้อมูลทางดาวเทียมที่ได้เป็นประโยชน์อย่างมากในหลายด้าน โดยเฉพาะพื้นฐานด้านนิเวศก์วิทยาของพะยูน ทำให้ทราบว่าพะยูนกินนอนอย่างไรในเวลากลางวัน กลางคืน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมาก เพราะจะทราบว่าเรือ การทำประมง กับพะยูน และแหล่งหญ้าทะเลที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์มากที่สุดนั้นอยู่ตรงไหน อย่างไร ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่ได้ข้อมูลเฉพาะของตัวพะยูน ครั้งนี้จึงทำทีมสัตว์แพทย์มาร่วมกับตัวอย่างข้อมูลด้วย ทั้งการเจาะเลือดไป เพื่อดูลักษณะสุขภาพของพะยูน เป็นค่ามาตรฐานของพะยูนทะเลตรัง เท่าที่ดูตัวแรกที่จับได้พบว่า สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์อย่างมาก ดูอัตราการหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจ มีลักษณะที่ตื่นเต้น และตื่นกลัวอยู่บ้าง แต่ไม่ได้อยู่ในระดับที่เป็นอันตราย รวมทั้งได้มีการเก็บดีเอ็นเอจากช่องปาก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะได้นำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาติดตามการอยู่อาศัยหรือประชากรของมันต่อไปว่า เป็นสัตว์ประจำถิ่น หรือมีการเคลื่อนย้ายจากถิ่นไหนไปถิ่นไหนหรือไม่ อย่างไร หรือมีพะยูนจากถิ่นอื่นเข้ามาในบริเวณพื้นที่หรือไม่ ซึ่งถ้านักวิชาการทำเรื่องนี้ได้สำเร็จ และมีข้อมูลมากเพียงพอจากการติดตามสัญญาณดาวเทียมในหลายๆตัว และหลายๆระยะ จะเกิดประโยชน์เป็นกับการศึกษาวิจัยและวางแผนร่วมกันอนุรักษ์ต่อไปเป็นอย่างมาก และจะสามารถต่อยอดไปในเรื่องการศึกษาฮอร์โมนของตัวมันด้วยว่า ฤดูกาลผสมพันธุ์จะอยู่ตรงไหน หรือแม้กระทั่งจะกระตุ้นให้มีการผสมพันธุ์ได้อย่างไรโดยลักษณะทางธรรมชาติ ซึ่งจะเกิดประโยชน์อย่างมากในการดูแลอนุรักษ์ต่อไป
ภาพ/ข่าว สุนิภา หนองตรุด ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.ตรัง
