- 27 เม.ย. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีที่มีชาวบ้านในท้องที่หมู่ 4 บ้านสะพานราง ต.กะหรอ อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช รวมกว่า 300 ครัวเรือน เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช มณฑลทหารบกที่ 41 และสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือกรณีมีผู้อ้างว่าที่ดินที่ตั้งแทงค์ส่งน้ำประปาหมู่บ้าน เป็นพื้นที่ของตัวเอง และอ้างว่าได้มีการยื่นฟ้องร้องต่อสู้คดีในชั้นศาลจนชนะคดี จึงได้ติดป้ายประกาศสั่งห้ามผู้ใดเข้าในพื้นที่ ข่มขู่ว่าหากไม่เชื่อฟังหรือฝ่าฝืนเข้าไปในพื้นที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาบุกนรุก ก่อนจะตัดระบบส่งน้ำประหมู่บ้านทันที สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในที่ใช้น้ำประกาหมู่บ้านหมู่ 4 ต.กะหรอ และหมู่บ้านใกล้เคียงอีก 2-3 หมู่บ้านนับพันชีวิตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา เด็กเล็ก คนชรา และผู้พิการ ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคมานาน 3-4 วันได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ตามที่เสนอข่าวมาแล้วนั้น
(27 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวงานว่าจากการที่ พล.ต.อาคม พงศ์พรหม ผบ.มทบ. 41 ส่งเจ้าหน้าที่ทหารลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนำมาพิจารณาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคมานานเกือบ 1 อาทิตย์ และพยายามโทรศัพท์ติดต่อกับว่าที่ ร.ต.ต.เพื่อขอร้องให้เปิดน้ำประปาให้ชาวบ้านได้ใช้ไปก่อน แต่ทางว่าที่ ร.ต.ต.ไม่ยอมรับสาย คณะทหารจึงเดินทางไปยังบ้านของว่าที่ ร.ต.ต.ซึ่งอยู่ใกล้กับแทงค์ส่งน้ำประปาหมู่บ้าน โดยพบว่าบ้านมีรั้วรอบขอบชิด และรั้วด้านหน้ายังนำตาข่ายสีเขียวมาปิดรั้วไว้อีกชั้นหนึ่ง
ในขณะที่รั้วสร้างแทงค์ส่งน้ำประปาขนาดใหญ่สูงจากพื้นดินประมาณ 20-25 เมตร ปัจจุบันมีการนำคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลมาติดที่รั้วตาข่ายเหล็กแทงค์น้ำประปา พร้อมป้ายสีขาวขนาด 40 x50 ซม. ข้อความตัวหนังสือสีแดงว่า “ห้ามบุคคลใด ๆเข้าไปในพื้นที่ดินแปลงนี้ หากฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ลงชื่อ ว่าที่ ร.ต.ต. พร้อมลายเซ็น” โดยเป็นคำสั่งศาลอย่างชัดเจน แต่ไม่ระบุแนวเขตที่ดินว่าแนวเขตที่ดินตามคำสั่งศาลครอบคลุมพื้นที่จุดใดบ้าง ทางเจ้าหน้าที่ทหารก็เข้ามาดูพื้นที่ยังคงทำอะไรไม่ได้ เพราะเสี่ยงที่จะฝ่าฝืนหรือละเมิดอำนาจศาลได้ จึงพยายามไปเกาะประตูรั้วบ้าน เพื่อเจรจากับภรรยาของว่าที่ ร.ต.ต. เจ้าของที่ดินที่อ้างตามคำสั่งศาล แต่ได้รับคำยืนยันจากภรรยาว่าที่ ร.ต.ต.ว่าทางสามีสั่งกำชับไว้ว่าทาง อบต.จะต้องนำเงินจำนวน 1.5 แสน/ต่อปีจ่ายค่าเช่าจึงจะยินยอมเปิดน้ำประปาให้ชาวบ้านใช้ตามปกติได้ โดยสรุปเจ้าหน้าที่ทหาร มทบ.41 ยังไม่สามารถหาวิธีการใด ๆ ช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนจากการถูกตัดน้ำประปาได้
ทางด้านนายมนัสพงศ์ สุทธิเดช นายก อบต.กะหรอ อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ชาวบ้านเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เขาไม่ยอมเปิดน้ำประปาให้ชาวบ้านใช้ ในข้อเท็จจริงเป็นทีรับรู้กันมานานว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่วัดนางชี และทาง อบต.กะหรอ ได้ขอใช้พื้นที่สร้างอาคารกองทุนหมู่บ้าน แทงค์ส่งน้ำประปาหมู่บ้าน และมีการไถเกลี่ยเพื่อสร้างที่ทำการ อบต.กะหรอ ใหม่ แต่ในวันนี้เขาอ้างว่าเขามี ส.ค. 1 จนมีกรณีพิพาทกับชาวบ้านคนหนึ่ง และได้ฟ้องศาลต่อสู้คดีกันจนมีคำพิพากษาให้เขาชนะคดี และเจ้าหน้าที่ดินได้เข้ามารังวัดแนวเขตตามที่เขาชี้ส่งผลให้แนวเขตกินพื้นที่ของวัดรวมทั้งที่ตั้งกองทุนหมู่บาน แทงค์น้ำประปาหมู่บ้านเข้าไปด้วย
“ตนสงสารชาวบ้านเป็นอย่างมากเพราะจนถึงวันนี้เขาไม่ยอมเปิดน้ำให้ชาวบ้านใช้ จะให้ อบต.กะหรอ ใช้เงินเช่าปีละ 1.5 แสน ทั้ง ๆ ที่พื้นที่ดังกล่าว อบต.กะหรอ ขอใช้มานานหลายสิบปีแล้ว และทุกคนต่างรับรู้กันในทิศทางเดียวกันว่าที่ดินเป็นที่ดินของวัด เรื่องนี้มันเป็นไปได้อย่างไร..? ทุกคนทุกฝ่ายยอมรับในคำสั่งสั่งศาล แต่อยากทราบแนวเขตที่ดินตามคำสั่งศาลที่ชัดเจน ตนและชาวบ้านเชื่อว่าที่ดินที่ตั้งแทงค์ส่งน้ำประปาเป็นที่ดินของวัดที่ทาง อบต.กะหรอ ขออนุญาตก่อสร้างและใบ้มานานกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งปัญหาคงมาจากเจ้าหน้าที่ที่ดินเข้ามารังวัดที่ตาม สค. 1 ซึ่งแนวเขตไม่ชัดเจนรังวัดตามที่เขาชี้บอกจนทำให้ที่ดินวัดเดิมเข้าไปรวมอยู่ในที่ สค. 1 ด้วย ตนอยากจะเรียกร้องให้หน่วยงานระดับสูงสั่งให้มีการรื้อคดีนี้มาพิจารณาตรวจสอบกันใหม่ หรืออย่างน้อยให้ดำเนินการตรวจสอบรังวัดใหม่ให้ชัดเจนโดยด่วน
สำหรับแนวแนวทางแก้ไขของ อบต.กะหรอ อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ทางนายมนัสพงศ์ สุทธิเดช นายก อบต.กะหรอ ได้เรียกประชุมสมาชิกสภา อบต.กะหรอ พร้อมเชิญกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาร่วมปรึกษาหรือในการแก้ไขปัญหาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดยในเบื้องต้นมีมติ 3 ประการ ประกอบด้วย 1. จัดหาแหล่งน้ำประปาเพิ่มเติม โดยจะขอใช้ของ โรงเรียนคงคาประชารักษ์ชั่วคราว 2. เจรจาหาแนวทางในการเจรจากับว่าที่ ร.ต.ต.เพื่อนำแทงค์ส่งน้ำประปาเดิมกลับมาใช้ และ 3. จัดหางบประมาณมาดำเนินการก่อสร้างแทงค์ประปาใหม่ในพื้นที่ที่เหมาะสมอย่างเร่งด่วนต่อไป แต่ทั้ง 3 แนวทางจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในขณะที่ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส.
ภาพ/ข่าว นวรัตน์ อินทศิลา ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช
