- 30 เม.ย. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีที่วัดคงคาเลียบ หมู่ 3 ต.ท่าซัก อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ได้กำหนดจัดงานทอดผ้าป่าสามัคคี ประเพณีสรงน้ำหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พ่อท่านค้าวาจาสิทธิ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดคงคาเลียบ ประจำปี ซึ่งจัดขึ้นในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ทุกปี สำหรับในปีนี้กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 -30 เมษายน 2560 เพื่อหารายได้สรางพระอุโบสถยอดเจดีย์ โดยมีพุทธศาสนิกชนจากทั่วทุกสารทิศจำนวนนับพันคนแห่ร่วมพิธี และมีการนำเลขมงคลอายุวัฒนะมงคลหลวงปู่ทวดครบ 435 ปีไปเสี่ยงโชคทึ่มแทงหวยและล็อตเตอรี่กันอย่างคึกคัก เพราะเชื่อว่าครบ 10 ปีเลขเด็ดอายุวัฒนะมงคลหลวงปู่ทวด 425 จากการจัดงานเมื่อปี 2550 ผู้ที่เดินร่วมกิจกรรมต่างโชคดียกจังหวัดจากเลขเด็ดดังกล่าวตามที่เสนอข่าวมาแล้วนั้น
(30 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานในการประกอบพิธีทางศาสนาภายในศาลการเปรียญวัดคงราเลียบ วันละ 3 รอบประกอบด้วยรอบเช้า เที่ยงและรอบ ซึ่งในแต่ละรอบพระภิกษุสงค์จากวัดต่างๆ จะสวดบทคาถาหรือบทสวดมนต์ของการจัดพิธีมงคลตามลำดับ แต่ที่น่าสนใจคือพระภิกษุสงฆ์ที่ร่วมสวดมนต์ในงานมงคลพิธีวัดคงคาเลียบในครั้งนี้ต่างสวดมนต์ด้วยท่วงทำนองที่เร่งเร้าต่อเนื่องแทบหายใจไม่ทัน ท่ามกลางความสนใจของพุทธบริษัทที่ร่วมในพิธีต่างนั่งจ้องมองดูท่วงท่าลีลาการสวดมนต์ของพระภิกษุสงฆ์แทบไม่กระพริบตา จนกระทั้งถึงบทสวดหลังสุดคือ “บทนักขัตตะยักข์” พระภิกษุสงฆ์รูปที่ 2 ซึ่งภาษาปักษ์ใต้เรียกว่า “องค์รองคอ”จะตะแบงเสียงลักษณะเหมือนการตะคอกหรือตวาดใส่ไมโครโฟนทำให้เสียงตะคอกดังกล่าวดังลั่นไปทั่งบริเวณวัด ทำให้ผู้ที่ไม่รู้และนั่งฟังบทสวดเพลิน ๆ ถึงกับสะดุ้งตกใจแทบตกเก้าอี้ ในขณะที่เด็กเล็ก ๆ ที่มากับพ่อแม่ผู้ปกครองทั้งที่อยู่ในศาลาการเปรียญและมณฑลพิธีด้านนอกร้องให้จ้าเพราะตกใจกลัวสุดขีดก็มี ทำให้ผู้ที่ร่วมในพิธีจับกลุ่มวิพากวิจารณ์และสงสัยในท่วงท่าลีลาการสวดมนต์และการตะคอกหรือตะแบงเปล่งเสียงของพระภิกษุรูปดังกล่าวอย่างกว้างขวาง และสงสัยว่าเป็นการด้วยสวดมนต์ด้วยท่วงท่านำนองและน้ำเสียงดังกล่าวถูกต้องตามหลักปฏิบัติทั่ว ๆ ไปหรือไม่
น.ส.กัญญาณัฐ เพ็ญสวัสดิ์ มหาบัณฑิต สาขาพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชการวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช กล่าวอธิบายว่าทำนองและท่วงท่าลีลาและการออกเสียงบทสวดมนต์ประชาชนส่วนใหญ่มักจะรู้จักหรือได้ยินบาทสวดมนต์ทำนอง ทำนองสรภัญญะ ได้แก่ การสวดที่ว่าคำสวดชัดเจนและมีการเอื้อนทำนองเสียงสูง-ต่ำไปพร้อมกับคำสวดนั้น ๆ วัดที่สวดทำนองนี้ เช่น วัดบวรนิเวศวิหารแต่ในความเป็นจริงพระภิกษุสงฆ์สามารถสวดมนต์ได้หลายทำนอง ในปัจจุบันนี้บทสวดต่าง ๆ ในพระพิธีธรรมสวดมนต์ หรือสวดพระพุทธมนต์ในการสวดพระอภิธรรมตามแบบหลวงของกษัตริย์ สรุปแล้วมี 4 ทำนอง ประกอบด้วย 1) ทำนองกะ แยกเป็น 2 ลักษณะ คือ กะเปิด เป็นการสวดที่เน้นการออกเสียงคำสวดชัดเจน และกะปิด เป็นการสวดที่เน้นการสวดเอื้อนเสียงยาวต่อเนื่องกันตลอดทั้งบท ไม่เน้นความชัดเจนของคำสวด วัดที่สวดทำนองนี้ เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) 2) ทำนองเลื่อนหรือทำนองเคลื่อน ได้แก่ การสวดที่ว่าคำไม่เน้นความชัดเจนของคำสวด และเอื้อนเสียงทำนองติดต่อกันไปโดยไม่ให้เสียงขาดตอน วัดที่สวดทำนองนี้ เช่น วัดระฆังโฆสิตาราม 3) ทำนองลากซุง ได้แก่ การสวดที่ต้องออกเสียงหนักในการว่าคำสวดทุก ๆ ตัวอักษรเอื้อนเสียงทำนองจากหนักแล้วจึงแผ่วลงไปหาเบา วัดที่สวดทำนองนี้ เช่น วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ และ 4 ) ทำนองสรภัญญะ ได้แก่ การสวดที่ว่าคำสวดชัดเจนและมีการเอื้อนทำนองเสียงสูง-ต่ำไปพร้อมกับคำสวดนั้น ๆ วัดที่สวดทำนองนี้ เช่น วัดบวรนิเวศวิหาร
“สำหรับบทสวดที่เห็นในวัดคงคาเลียบเป็นบทสวดมนต์ มนตราแห่งความเป็นมงคล ตอนที่ 22 คาถา ปริตตานุภาวคาถา “นักขัตตะยักข์” มนตราป้องกันบาปเคราะห์ อันเกิดจากอำนาจแห่งดาวนักกษัตรหรือเรียกว่า”บทสวดนักขัตตะยักข์” เป็นคาถาแสดงอานุภาพแห่งพระปริตรว่าสามารถป้องกันบาปเคราะห์ อันเกิดจากอำนาจแห่งดาวนักกษัตร เหล่ายักษ์ และภูตผีทั้งหลาย ใช้เป็นบทสวดต่อท้ายในกรณีที่มีการเจริญพุทธมนต์ใหญ่ หากเจริญพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลก็จะจบลงที่บทภะวะตุสัพ ฯ โดยพระที่ร่วมสวดในแต่ละพิธีอาจจะกำหนดให้ 1-2 รูปตะคอกหรือตะแบงเสียงดังขึ้นมาในช่วงถึงคำว่า “นักขัตตะยักข์” 3 จบ” มหาพุทธศาสนาสาวกล่าวในที่สุด.
“นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา
ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันตะวา เตสัง อุปัททะเว ฯ
นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา
ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันตะวา เตสัง อุปัททะเว ฯ
นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา
ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันตะวา เตสัง อุปัททะเว ฯ”
ส่วนคำแปลบทสวด “นักขัตตะยักข์” มีดังนี้....พระปริตรสามารถป้องกันบาปเคราะห์อันเกิดจากอำนาจแห่ง ฤกษ์ยาม ยักษ์ และภูตผีปีศาจทั้งหลายได้ ด้วยอานุภาพแห่งพระปริตรที่ได้สวดมาตั้งแต่ต้นจนจบ จงกำจัดอุปัทวันตรายทั้งหลายอันเกิดแต่อำนาจแห่งฤกษ์ยามเป็นต้นให้พินาศหายไป
.....พระปริตรสามารถป้องกันบาปเคราะห์อันเกิดจากอำนาจแห่ง ฤกษ์ยาม ยักษ์ และภูตผีปีศาจทั้งหลายได้ ด้วยอานุภาพแห่งพระปริตรที่ได้สวดมาตั้งแต่ต้นจนจบ จงกำจัดอุปัทวันตรายทั้งหลายอันเกิดแต่อำนาจแห่งฤกษ์ยามเป็นต้นให้พินาศหายไป
.....พระปริตรสามารถป้องกันบาปเคราะห์อันเกิดจากอำนาจแห่ง ฤกษ์ยาม ยักษ์ และภูตผีปีศาจทั้งหลายได้ ด้วยอานุภาพแห่งพระปริตรที่ได้สวดมาตั้งแต่ต้นจนจบ จงกำจัดอุปัทวันตรายทั้งหลายอันเกิดแต่อำนาจแห่งฤกษ์ยามเป็นต้นให้พินาศหายไป ฯ. มหาพุทธศาสนาสาวกล่าวในที่สุด.
ภาพ/ข่าว นวรัตน์ อินทศิลา ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช
