- 03 พ.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันที่ 3 พ.ค. 60 ที่ไร่บริพัฒน์ ต.บึงวิชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ผศ.ดร.อุบล ชินวัง หัวหน้าโครงการวิจัยการเปลี่ยนแปงคุณภาพระหว่างการเก็บรักษาของมะม่วงตัดแต่งพันธุ์แก้วขมิ้น พร้อมด้วยอาจารย์สาธิต พสุวิทยกุล อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญโรคพืชและวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว และนักศึกษาภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นำผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์มามอบให้กับนายบริพัฒน์ ธัญญอุดม เจ้าของไร่บริพัฒน์ และนางระพีพร เชตุราช ผู้จัดการไร่ เป็นผู้รับมอบพร้อมเปิดเผยผลการวิจัยที่นับเป็นนวัตกรรมใหม่ของมะม่วง ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพ รสชาติ และคุณประโยชน์จากมะม่วงแก้วขมิ้นที่ปลูกในประเทศไทยเปรียบเทียบกับแหล่งต้นกำเนิดประเทศกัมพูชา ที่พบว่ามะม่วงแก้วขมิ้นที่ปลูกในประเทศไทยรสชาติ ขนาดและความสมบูรณ์ของผลมะม่วงไม่แตกต่างกัน
ผศ.ดร.อุบล ชินวัง หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า โครงการวิจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงคุณภาพระหว่างการเก็บรักษามะม่วงตัดแต่งพันธุ์แก้วขมิ้น โดยคณะผู้อำเนินการวิจัยมีอาจารย์จำนงค์ จันทะสี และอาจารย์สาธิต พสุวิทยกุล เป็นผลงานการวิจัยโดยภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. 2559 ที่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่มุ่งศึกษาวิจัยในด้านคุณภาพ คุณประโยชน์ของมะม่วงพันธุ์แก้วขมิ้นเปรียบเทียบที่ปลูกในแหล่งต้นกำเนิดจังหวัดอุดรเมียนชัย ประเทศกัมพูชา และที่ปลูกในประเทศไทยโดยเลือกพื้นที่ในเขตไร่บริพัฒน์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งได้ดำเนินการปลูกมานานเดือบ 6 ปี อย่างไรก็ตามในความนิยมจะพบว่าประชาชนในประเทศไทยจะนิยมรับประทานผลดิบมากกว่าผลสุก ขณะที่ประเทศอาเซียนและในกลุ่มประเทศเอเชียจะนิยมผลสุกที่แปรรูปแบบอบแห้ง ทำให้มีความต้องการของตลาดสูง
“ในการวิจัยผ่านการทดลองพบว่าผลผลิตมะม่วงมีความใกล้เคียงกัน แต่ที่ปลูกในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์ น้ำหนัก ขนาดผลมากกว่า ขณะที่สีเหลืองของมะม่วงที่ปลูกในจังหวัดอุดรเมียนชัยมีความเข้มกว่า ขณะที่ลักษณะทางเคมีของเนื้อผลที่โดดเด่นพบว่าปริมาณวิตามินซี คิดเป็น (mg AAE/100mL) พื้นที่จ.กาฬสินธุ์มีมากถึง 13.95 a ขณะที่ของอุดรเมียนเจย ประเทศกัมพูชาอยู่ที่ 7.32 b ส่วนความสามารถต้านอนุมูลอิสระ หรือสารแคโรทีนอยด์ ในอัตรา (mM Trolox / 100g FW) มะม่วงที่ปลูกในจ.กาฬสินธุ์มีมากถึง 688.52 ขณะที่นำมาจากประเทศกัมพูชาอยู่ที่ 431.03 เป็นตัวเลขที่ออกมาน่ายินดีนับว่าประเทศไทยเหมาะสำหรับปลูกมะม่วงแก้วขมิ้นเป็นอย่างดี” ผศ.ดร.อุบลฯ กล่าว
ด้านอาจารย์สาธิต พสุวิทยกุล ผู้เชี่ยวชาญโรคพืชและวิทยาการหลังเก็บเกี่ยว ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ ม.อุบลฯ กล่าวว่า เทคโนโลยีการปลูก การจัดการดูแล และการเก็บผลลิตของประเทศไทยยังถือว่าก้าวหน้ากว่าแหล่งต้นกำเนิดมะม่วงแก้วขมิ้นในประเทศกัมพูชามาก เพราะยังขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดพันธุ์ที่ต้องใช้ระยะเวลานานถึง 6 ปีจึงจะได้ออกผลผลิต ขณะที่ประเทศไทยมีทั้งการตอน เสียบกิ่ง ติดตา ที่มีระยะเวลา 3-4 ปีสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ความพิเศษของสายพันธุ์มะม่วงแก้วขมิ้นต้องบอกว่าทนแล้ง ปรับสภาพได้ดี ให้ผลผลิตปีละ 2 ครั้งโดยไม่ต้องทำวิธีนอกฤดูส่วนการให้ผลผลิตเป็นแบบทวาย หาปลูกในแบบเศรษฐกิจใช้ระยะเวลาหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต 2-3 ปี น่าจะคุ้มกับการลงทุนแล้วความดกให้ผลโตน้ำหนักดี จะพบว่าบางต้นให้ผลผลิตมากถึง 100 กก. ส่วนขั้นต่ำอยู่ที่ 40-50 กก.ต่อต้น แต่หากมองตัวเลขแล้วประเทศไทยมีการนำเข้ามะม่วงสายพันธุ์นี้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยล่าสุดปี พ.ศ. 2557 นำเข้ามากถึง 90,464 กก. ขณะที่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการมากไม่ว่าจะเป็นอาเซียนและในเอเชีย
ด้านนายบริพัฒน์ ธัญญอุดม เจ้าของไร่บริพัฒน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการสำรวจตลาดก่อนที่จะดำเนินการปลูกและขยายพันธุ์มะม่วงแก้วขมิ้นภายในส่วน โดยขณะนี้พื้นที่ปลูกมะม่วงจาก 200 ไร่ ได้ขยายเพิ่มเติมไปอีกปัจจุบันเกือบ 500 ไร่ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในการตลาดทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ ปัจจุบันทางไร่บริพัฒน์ ขายมะม่วงแก้วขมิ้นออกตลาดทั้งขายส่งและขายปลีก ขณะที่กลุ่มนายทุนโรงงานใหญ่มีความต้องการมากเกษตรกรและพื้นที่ปลูกมะม่วงแก้วขมิ้นยังมีน้อยจึงไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด อย่างไรก็ตามสัดส่วนของการนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นมายังประเทศไทยสูงเกือบ 100,000 ตันต่อปี ขณะที่ประเทศไทยเองปลูกมะม่วงหลายสายพันธุ์ แต่ส่งออกได้เพียงร้อยละ 2 ซึ่งในส่วนตัวมองว่าหากรัฐสนับสนุนอย่างจริงจัง และรวดเร็วอาจจะทำให้ประเทศไทยสามารถแย่งตลาดการค้าได้โดยเฉพาะนวัตกรรมของเกษตรกรประเทศไทยที่ก้าวหน้า ยิ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาสายพันธุ์มะม่วงแก้วขมิ้นได้ดียิ่งขึ้น
ภาพ-ข่าว / ชมพิศ ปิ่นเมือง ข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.กาฬสินธุ์
