- 04 พ.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันที่ 4 พ.ค. 2560 ฉาวอีก ผอ. โรงเรียนบ้านห้วยโศก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ใช้เงินนักเรียนยากจนผิดประเภทล่าสุดครูประจำชั้นออกมาแฉอีก1เรื่อง ที่นำหลักฐานบ้านนักเรียนยากจนของบประมาณสร้างบ้านพักให้ใหม่ แต่พอได้เงินกลับโยกเงินไปสร้างบ้านให้นักเรียนอีกคน ด้านผู้ปกครองนักเรียนระบุว่า ผอ.โรงเรียนและพวกรุดเข้าพบสอบถามรายละเอียดและคุกคามเรื่องลูกสาวไปกับครูประจำชั้นร้องต่อสภาทนายความ ในขณะที่ ผอ.ร.ร.แจ้งขอแถลงข่าวเป็นทางการแต่ก็ยกเลิกกะทันหัน
จากกรณีที่มีการครูน้อยร้องเรียนผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยโศก ต.ช้างขวา อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี โดยกล่าวหายักยอกเงินการศึกษาเด็กยากจนติดต่อกันถึง 3 ปีซ้อน ต่อตัวแทนสภาทนายความภาค 8 เพื่อให้ติดตามเรื่องนี้หลังจากที่ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรม จ.สุราษฎร์ธานีแต่ไม่มีความคืบหน้า ดังที่ได้นำเสนอข่าวไปอย่างต่อเนื่องนั้น และเมื่อวาน(3 พ.ค.) ที่ผ่านมานายโกวิทย์ หีดนาคราม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยโศก ได้บอกกับผู้สื่อข่าวว่าตนจะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เพื่อจะชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ที่โรงเรียนบ้านห้วยโศก โดยขอให้ผู้สื่อข่าวเดินทางมาทำข่าว เพื่อขอความเป็นธรรมผ่านสื่อในเวลา 09.00 น.วัน 4 พ.ค.60 แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลานัดหมายผู้สื่อข่าวไปถึงแต่ทาง ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่ได้เดินทางมา ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถามไปทาง ผอ.โรงเรียนซึ่งได้รับคำตอบว่าขอยกเลิกการแถลงข่าวแล้วตัดสายไป
ในขณะเดียวกันน.ส.จิรัชยา สุทธิราช ครูประจำชั้น ป.3โรงเรียนบ้านห้วยโศกได้พาผู้สื่อข่าวไปดูสภาพบ้านพักไม่มีเลขที่ ของ ด.ญ.พาฝัน (อาย ) เทียมยม อายุ 9 ขวบ นร.ชั้น ป.3 ที่ตั้งอยู่ บ้านวังดินเหนียว หมู่ที่ 1 ตำบลทุ่งรังห่างจากโรงเรียนบ้านห้วยโศกไปประมาณ 3 กิโลเมตร พร้อมระบุว่า น้องอาย เป็นนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ได้รับเงินนักเรียนยากจนภาคเรียนละ 500 บาท มาตั้งแต่ชั้น ป.1 ปีการศึกษา 2557จนถึงปีการศึกษา 2559 แต่นักเรียนคนนี้ไม่เคยได้รับเงินช่วยนักเรียนยากจนเลย ได้แต่เซ็นชื่ออย่างเดียว และสภาพบ้านที่อยู่อาศัยอยู่ในลักษณะทรุดโทรม ส่วนใหญ่ใช้สังกะสีมาปิดปะเป็นฝาบ้านและใช้ผ้าพลาสติกสีดำปิดกันน้ำฝนในบางจุด ความเป็นอยู่ลำบากมาก จึงได้ปรึกษากับ ผอ.โรงเรียนว่าจะหาทุนมาซ่อมแซมบ้านให้ใหม่ให้กับนักเรียน ซึ่งทาง ผอ.โรงเรียนก็ใจดีบอกว่าทางเขตการศึกษามีโครงการสร้างบ้านให้เด็กนักเรียนยากจน ขอให้ตนไปจัดทำโครงการเสนอของบประมาณสร้างบ้านให้นักเรียน โดยใช้หลักฐานภาพบ้านของครอบครัวน้องอายที่เห็นในปัจจุบันไปประกอบเป็นเอกสารการของบประมาณการสร้างบ้าน ต่อมาโครงการที่ขอไปนั้นผ่านและได้รับการอนุมัติงบประมาณการจัดสร้างบ้านให้เด็กหญิงพาขวัญ ทาง ผอ.โรงเรียนได้ขอโยกงบประมาณดังกล่าวไปสร้างบ้านให้นักเรียนรายอื่นแทน ตนคัดค้านแต่ก็ไม่เป็นผล จึงส่งผลให้ครอบครัวนักเรียนรายนี้ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือตามที่ตั้งใจไว้จึงยากที่จะให้หน่วยงานทางภาครัฐเข้ามาดูแลช่วยเหลือต่อไป
ด้าน น.ส.มณี นุ้ยชิต อายุ 35 ปี แม่ของ ด.ญ.พาฝันได้บอกว่าโดยครอบครัวอยู่กัน 5 คน มีพ่อ แม่ และลูก 3 คน โดยพ่อมีอาชีพรับจ้างก่อสร้างเป็นรายวันๆรายได้วันละ 400 บาท ส่วนตนเป็นแม่บ้านดูแลลูกสาวคนโต อายุ 17 ปีที่สมองพัฒนาการช้า และดูแลลูกสาวคนเล็กอายุ 7 เดือน ทางบ้านฐานะยากจนมีรายได้ทางเดียวจากการรับจ้างทั่วไปไม่มีที่ดินไม่มีสวน ไม่บ้านเลขที่อาศัยบ้านเลขที่พี่ชายใช้อยู่ บ้างครั้งไม่มีงานไม่มีรายได้เข้ามา ลูกสาวก็ต้องขาดเรียนไม่ได้ไปโรงเรียนเนื่องจากไม่มีเงินให้ลูกไปโรงเรียน แต่บางครั้งก็อยากเห็นลูกสาวขาดเรียนแต่ก็พยายามหยิบยืมเงินจากเพื่อนบ้านและยืมรถเครื่องจากญาติขับไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนที่ห่างจากบ้านพักไปประมาณ 3 กิโลเมตร เนื่องจากปัจจุบันรถเครื่องที่มีอยู่เครื่องพังยังไม่มีเงินซ่อมต้องจอดทิ้งไว้
แม่ของน้องอายยังระบุอีกว่าหลังจากเกิดมีข่าวขึ้นมาทาง ผอ.โรงเรียนพร้อมกับเพื่อนได้เดินทางมาสอบถามรายละเอียดกับตนที่บ้านว่าครูประจำชั้นพาเด็กไปร้องเรียนที่ไหนมาบ้าง แม่เด็กไปด้วยหรือป่าว ครูที่พาไปซื้ออะไรให้เด็กบ้าง หรือให้เงินเด็กหรือเปล่า ซึ่งแม่น้องอายก็ได้บอกความจริงไปว่าแม่ไม่ได้ไปและครูที่พาไปก็ไม่ได้ให้อะไรกับเด็ก นอกจากซื้อขนมให้เด็ก และมีข้าวสารมา 1 ถุงซึ่งลูกสาวบอกว่าเป็นของนักข่าวให้มา หลังจากสอบถามรายละเอียดแล้ว ผอ.โรงเรียนได้ก็บอกว่าลูกสาวตนได้รับเงินนักเรียนยากจนภาคเรียนละ 500 บาทแต่ทาง ผอ.โรงเรียนไม่ได้ให้เป็นเงินสด ปรับเปลี่ยนทำกิจกรรมอื่นๆ 5 รายการ เช่น ใช้ในกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ และอะไรอีกหลายอย่างซึ่งตนจำไม่ได้
แต่หลังจาก ผอ.กลับไปแล้วได้มีคนเข้ามาพูดในลักษณะเชิงข่มขู่ว่า การที่ครูพาไปร้องเรียนนั้นให้ระวังลูกสาวอาจจะติดคุกติดตาราง ทำให้ตนเองและสามีหวาดผวาห่วงความรู้สึกลูกสาว เมื่อโรงเรียนเปิดเทอมอาจถูกเพื่อนล้อเลียนหยอกล้อถึงปัญหาดังกล่าว ซึ่งตนเองไม่ได้หวาดกลัวต่อการถูกทำร้าย แต่ก็ยอมรับว่าห่วงความรู้สึกของลูกสาว แต่หลังจากเกิดเรื่องนี้ทางผู้ใหญ่บ้านและรองนายก อบต.ทุ่งรัง ทราบเรื่องได้เข้าให้กำลังใจและรับปากจะดูแล และระบุว่าไม่ต้องกลัวเมื่อทุกอย่างเป็นความจริง ส่วนเรื่องบ้านพักที่ทรุดโทรมทาง อบต.กำลังหาทางช่วยเหลืออยู่ จึงทำให้รู้สึกตนรู้สึกเบาใจขึ้นมาบ้าง
ภาพ/ข่าว ณัฐธิดา เริ่มฤกษ์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.สุราษฎร์ธานี
