- 28 พ.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากรณี ที่ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช นายจรัญ พรหมเดช อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 76 หมู่ 6 ต.ป่าระกำ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช อดีตผู้รับเหมาก่อสร้างในปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นแพทย์แผนไทย ได้นำเอกสารหลักฐานเกือบ 500 แผ่นเข้าร้องเรียนกับสื่อมวลชน เพื่อร้องขอความเป็นธรรม กรณีที่ น.ส.ยมนา พรหมเดช อายุ 34 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต คณะนิเทศสาสตร์ สาขาวิชาการประชาสัมพันธ์ เมื่อปี 2549 จากนั้นได้ไปทำงานรับจ้างอยู่ในท้องที่ อ.เมือง จ.สงขลา และ เข้ารับการรักษาอาการไข้หวัดที่โรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งใน จ.สงขลา ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2554 จนกลายเป็นคนพิการทางการเคลื่อนไหว โดยระบุสาเหตุมาจากความผิดพลาดของแพทย์ในการฉีดยารักษาเกินขนาด ทำให้ น.ส.ยมนา มีอาการแพ้ยาและมีอาการสั่นทั้งตัว กลายเป็นคนพิการไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ โดยนายจรัญ ได้ต่อสู้เรียกร้องขอความเป็นธรรมมาตลอดระยะเวลา 6-7 ปี และยื่นฟ้องดำเนินคดีกับหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องแต่เนื่องก็เงียบหาย จนล่าสุดเข้ายื่นร้องเรียนขอความเป็นธรรมจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. โดยระบุว่าเป็นที่พึ่งสุดท้าย ตามที่เสนอข่าวมาแล้วนั้น
(28 พ.ค.) หลังจากเจ้าหน้าที่ ปปช.เดินทางมายังบ้านของนายจรัญ ที่บ้านเลขที่ 76 หมู่ 6 ต.ป่าระกำ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อสอบสวนปากคำและรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมด เพื่อนำไปเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ในขณะที่เพื่อนบ้านได้เดินทางมาสอบถามความคืบหน้าในการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม พร้อมยกย่องชื่นชมนายจรัญ พรหมเดช ที่ทุ่มเทต่อสู้ในเรื่องนี้มาเกือบ 7 ปี ตั้งแต่นายจรัญ อายุ 58 ปี จนในปัจจุบันอายุ 65 ปี ก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมและได้รับการดูแลเยียวยาใด ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายจรัญ พรหมเดช กล่าวว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นแม้เพื่อนบ้านและญาติ ๆ จะพยายามเตือนตนให้หยุดการต่อสู้เรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับ น.ส.ยมนา บุตรสาว ที่พิการจากความผิดพลาดรักษาของแพทย์โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.สงขลา เพราะเห็นว่าตนเหนื่อยและต้องเสียค่าใช้ ๆ ฟรี ๆ มายาวนานถึงเกือบ 7 ปีก็ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ อายุตนก็มากเข้าสู่วัยชราแล้ว และยังต้องเสี่ยงกับอันตรายจากกลุ่มคนและองค์กรที่ถูกแจ้งความและร้องเรียนเอาผิด เพราะก่อนหน้านี้ตนเคยแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจระดับนายพล และระดับ ผกก. รอง ผกก.ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเกี่ยวกับคดีของ น.ส.ยมนา จนถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดทั้งทางวินัยและอาญา จึงมีการวางแผนอุ้มฆ่าตนแต่ตนไหวตัวทันจึงรอดพ้นความตายมาได้อย่างหวุดหวิด
“ไม่ว่าจะต้องใช้เวลา สุ่มเสี่ยงต่อชีวิต หรือต้องเสียเงินมากขนาดไหนเดินหน้าร้องเรียนและแจ้งความเอาผิดกับบุคคลและองค์กรที่ร่วมกระทำความผิด ทั้งโรงพยาบาล คณะแพทย์ คณะกรรมการของทางราชการที่เกี่ยวข้อง ตำรวจ ทนาย ตำรวจ อัยการ อัยการภาค อัยการสูงสุด ศาล ปลัดกระทรวง รัฐมนตรี รวมแล้วเกือบ 30 คน/องค์กร โดยจะดำเนินการทางทางแพ่งอาญา และทางวินัย เพราะล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ และองค์กรของรัฐที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมอชอบ ตนขอเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการเรียกร้องดำเนินการในเรื่องนี้ หลายบุคคล หลายองค์การเขาเชื่อในหลักฐานเท็จที่ทางโรงพยาบาลและแพทย์สร้างขึ้น ซึ่งพบความไม่ถูกต้องอย่างชัดเจน แต่กลับไม่เชื่อหลักฐานของตนในฐานะผู้เสียหาย เห็นกันอยู่ชัด ๆ ว่า น.ส.ยมนา บุตรสาวของตนกลายเป็นคนพิการตลอดชีวิต และยังได้รับผลกระทบทางสมอง บางช่วงเหมือนคนวิกลจริต พวกเขาจะแถไถ จะช่วยเหลือปกป้องกันไปถึงไหน น.ส.ยมนา บุตรสาวผู้ถูกกระทำเขายังมีชีวิตอยู่ ตัวเป็นๆ มองเห็น จับต้องได้ หลักฐานเห็นกันทนโท่ พวกเขากลับไม่เห็น ไม่เชื่อ แต่เชื่อหลักฐานเท็จ พวกเขาไม่เวทนา สงสาร น.ส.ยมนา และตนผู้เป็นพ่อบ้างเลยหรืออย่างไร สังคมนี้มันไม่มีความยุติธรรม ไม่มีความเมตตา กรุณาหลงเหลืออยู่อีกแล้วหรืออย่างไร”
นายจรัญ พรหมเดช กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าอย่างน่าสงสารอีกว่า ที่พึ่งสุดท้ายคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ซึ่งตนไปยื่นร้องเรียนผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล แต่ไม่ทราบว่าเรื่องถึงนายกรัฐมนตรีแล้วหรือยัง ตนอยากพบ พล.อ.ประยุทธ์ อยากกราบเรียนเรื่องราวและวิงวอนให้ท่านยื่นมือช่วยเหลือด้วยตัวเอง และอยากพบนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลาย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เพื่อให้ช่วยเหลืออีกทางหนึ่ง โดยตนจะพยายามจนถึงที่สุดหากยังไม่ได้รับความเป็นธรรม และแน่ใจว่าเมืองไทยไม่หลงเหลือความยติธรรมอยู่อีกแล้ว มันกลับกลายเป็นประเทศที่มีแต่ความอยุติธรรม ตนจะนำ น.ส.ยมนา บุตรสาวที่พิการไปฆ่าตัวตายประชดกลางท้องสนามหลวงเหนือหน้าทำเนียบรัฐบาลก็ได้ เพราะไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร นายจรัญ พรหมเดช กล่าวประชด
ในขณะเดียวกันชาวบ้านทั้งหมู่บ้านได้ยกย่องชื่นชมและให้กำลังใจนายเสริฐ ชุมทอง อายุ 50 ปี สามีของ น.ส.ยมนา พรหมเดช ผู้ที่แพทย์รักษาอาการไข้หวัดจนกลายเป็นผู้พิการ ว่าเป็นสุดยอดสามีที่ประเสริฐ หาได้ยากในสังคมปัจจุบัน โดยหลังจากเกิดเหตุแพทย์รักษา น.ส.ยมนา ผิดพลาดกลายเป็นคนพิการนายจรัญ บิดาของ น.ส.ยมนา ได้นำ น.ส.ยมนา กลับมาอยู่ที่บ้านโดยนายเสริฐ ได้ย้ายมาอยู่ด้วยเพื่อดูแลแลปรนนิบัติ น.ส.ยมนา ภรรยา โดยได้ทำงานเป็นพนักงานปล่อยคิวรถร่วม บขส.ของบริษัทนครบริการ โดยต้องลุกขึ้นตั้งแต่ตี 2 ขับรถ จยย.ระยะทางกว่า 30 กม.ไปยัง บขส.นครศรีธรรมราช เพื่อเริ่มปล่อยรถคันแรกในเวลา 04.30 น.เลิกงานในตอนเที่ยงของทุกวัน ก่อนจะขับรถ จยย.กลับมาปรนนิบัติดูแล น.ส.ยมนา ทั้งอุ้มไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ป้อนน้ำป้อนข้าว เก็บกวาด ทำความสะอาดและซักเสื้อผ้าให้ น.ส.ยมนา ก่อนจะรีบขับรถ จยย.เดินทางไปทำงานรับจ้างที่ลานปาล์มรับซื้อปาล์มในหมู่บ้านเพื่อหารายได้เสริม
เพื่อนบ้านคนหนึ่งกล่าวว่า ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านพากันยกย่องชื่นชมนายเสริฐ สามี น.ส.ยมนา ผู้พิการที่โชคดีได้นายเสริฐ เป็นสามี และเป็นสามีที่ประเสริฐ หาได้ยากในสังคมโลกปัจจุบัน ชาวบ้านติดตามดูพฤติกรรมนายเสริฐ มาตั้งแต่ต้นโดยเดิมเป็นคน จ.พัทลุง ตอนแรก ๆ ที่มาอยู่บ้านนายจรัญ ชาวบ้านเชื่อว่านายเสริฐ คงมาดูแลปรนนิบัติ น.ส.ยมนา ภรรยาและคงทนสภาพของ น.ส.ยมนา ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลยคงจะอดทนดูแลปรนนิบัติในระยะเวลาสั้น ๆ อีกนานก็ต้องหนีไปมีครอบครัว มีชีวิตใหม่ที่ดีกว่า แต่ผิดคาดเมื่อนายเสริฐ ทุ่มเททั้งชีวิตคอยดูแลปรนนิบัติ น.ส.ยมนา เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังขยันทำงานหารายได้เป็นอยู่อย่างนี้นานเกือบ 7 ปีแล้ว สุดยอดคน สุดยอดสามีจริง ๆ หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ชาวบ้านกล่าวยกย่องชื่นชมนายเสริฐ พร้อมยกมือท่วมหัว
ทางด้านนายเสริฐ ได้อุ้ม น.ส.ยมนา ออกมานั่งบนแคร่หน้าบ้าน และกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนและ น.ส.ยมนา ทำงานอยู่ที่ จ.สงขลา แต่หลังจาก น.ส.ยมนา ภรรยาของตนกลายเป็นคนพิการต้องกลับมาอยู่บ้านใน ต.ป่าระกำ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ตนได้ติดามมาอยู่ด้วยเพื่อคอยปรนนิบัติดูแลช่วยเหลือ น.ส.ยมนา โดยได้มาทำงานเป็นพนักงานปล่อยรถของบริษัทนครบริการขนส่ง จำกัด ต้องลักขึ้นตั้งแต่ตี 2 ของทุกวันเพื่อดูแลทำความสะอาด เปลี่ยนแพมเพิสให้ น.ส.ยมนา จากนั้นจึงขับรถ จยย.ออกไปทำงานที่ บขส.นครศรีธรรมราช ระยะทางเกือบ 30 กม.เริ่มปล่อยรถคันแรกในเวลา 04.30 น. และจะเลิกงานในเวลา 12.00 น.ทุกวัน โดยมีพนักงานคนงานมารับช่วงปล่อยรถแทน เมื่อเลิกงานตนจะรีบขับรถ จยย.กลับมาบ้านเพื่ออุ้ม น.ส.ยมนา ภรรยาไปอาบน้ำ เปลี่ยนแพมเพิศ ป้อนข้าว ก่อนจะขัยรถ จยย.ออกไปทำงานรับจ้างหารายได้เสริมที่ลานเทรับซื้อปาล์มในหมู่บ้าน
“ถามว่าทำไมผมต้องมาทนรับผิดชอบ ดูแล อุปการะช่วยเหลือ น.ส.ยมนา ทำไมผมไม่ทิ้งไปหาภรรยาใหม่ที่เป็นคนปกติ และมีอนาคตที่ดีกว่านี้ ผมยืนยันว่าทำไม่ได้ ผมรักและสงสาร น.ส.ยมนา เมียคนนี้แม้เขาจะพิการหรืออยู่ในสภาพอย่างไรผมก็รับได้และพร้อมที่จะดูแลปรนนิบัติช่วยเหลืออย่างเต็มที่และตลอดไป ทั้งนี้เนื่องจากตอนที่ยังปกติ น.ส.ยมนา เป็นคนดี เป็นเมียที่น่ารัก คอยดูแลปรนนิบัติผมและเพื่อนฝูง ญาติพี่น้องเป็นอย่างดี เมื่อเขามาประสบเคราะห์กรรมกลายเป็นคนพิการจะให้ผมทอดทิ้งไปได้อย่างไร ลองคิดว่าหากไม่มีผม น.ส.ยมนา ใครจะคอยดูแลปรนนิบัติช่วยเหลือ และเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร เพราะทุกคนในครอบครัวต่างก็มีภาระที่จะต้องทำทั้งนั้น แม้ผมจะหนัก จะเหนื่อยแค่ไหนแต่ผมไม่เคยย่อท้อ ยามสุขเราเคยสุขด้วยกัน ยามทุกข์ผมจะหลบหนีไปปล่อยให้เขาทุกข์คนเดียวได้อย่างไร ผมทำไม่ได้ และผมมีกำลังใจจากนายจรัญ พรหมเดช พ่อจากและญาติ ๆ รวมทั้งเพื่อนบ้าน” นายเสริฐ กล่าวพร้อมขับขอตัวขับรถ จยย.ออกไปทำงานที่ลานเทรับซื้อปาล์มในหมู่บ้านต่อไป
ภาพ/ข่าว ไพฑูรย์ อินทศิลา ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช




