- 04 มิ.ย. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
เมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 มิ.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บ้านนายรัฐภัทร์ ปานมั่น อายุ 40 ปี เลขที่ 94 หมู่ 1 ต.บางพระ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งอาศัยอยู่กับคุณแม่เหี้ยง ปานมั่น อายุ 84 ปี ได้ร่วมกับญาติ 7 และชาวบ้านจำนวนกว่า 50 คน ร่วมประกอบพิธีแก้บน “ทวดปู่ชี” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพกราบไหว้ของชาวบ้านและร่วมร้องรำหน้ากลองยาวกันอย่างสนุกสนานครื้นเครง และเคลื่อนขบวนไปยังศาล“ทวดปู่ชี”ภายในวัดวัดพิบูลยาราม หมู่ 5 ต.บางพระ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ห่างจากบ้านประมาณ 1 กม.เศษ ท่ามกลางความสนใจของชาวบ้าน
นายรัฐภัทร์ ปานมั่น เปิดเผยว่า ตนมีอาชีพค้าขายส่งไข่ไก่ที่กรุงเทพมหานคร แต่ด้วยความเป็นคนอัธยาศัยดี ชอบพบปะผู้คน จึงมีโอกาสเข้ามาทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์ และตนได้บนบานศาลกล่าวกับ”ทวดปู่ชี” วัดวัดพิบูลยาราม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บรรพบุรุษของตนให้ความเคารพนับถือ กราบไหว้บูชามาตลอด โดยบนบานว่าหากตนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ตนจะมาแก้บนถวายหัวหมู 100 หัว ไข่ไก่ 999 ฟอง รวมทั้งเครื่องเซ่นไหว้ และรับกลองยาวรำถวายหน้าศาลาทวดปู่ชี หลังจากตนทำงานเป็นเอเจนซี่ประมาณ 6 – 7 เดือน ประสบความสำเร็จสามารถสร้างรายได้หลักล้านบาท ตนเชื่อว่านอกจากความตั้งใจและอัธยาศยไมตรีของตนแล้ว บารมีของ “ทวดปู่ชี” ได้ดลบันดาลช่วยเหลือตนอย่างแน่นอน ให้ประสบความสำเร็จด้านหน้าที่การงานการงานตามที่ตนบนบานไว้ ตนจึงกลับมาบ้านและประกอบพิธีแก้บนด้วยหัวหมู 100 หัว ไข่ไก่ 999 ฟอง
นอกจากนี้ยังถือเป็นการทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของคุณแม่เหี้ยง ซึ่งมีอายุครบ 84 ปีในคราวเดียวกันไปด้วย ส่วนหัวหมู 100 หัว และไข่ไก่ 999 ฟอง หลังเสร็จพิธีแก้บนทวดปู่ชี ตนจะแบ่งให้กับชาวบ้านที่ฐานะยากจน ยากไร้ ที่มีฐานะยากจน อีกส่วนหนึ่งจะมอบให้บำเพ็ญกุศลศพ และตามวัดต่าง ๆ ในอำเภอปากพนัง เพื่อนำไปประกอบอาหารรับประทานและตนยังนำหัวหมูและเงินสดจำนวนหนึ่งไปถวายวัดที่กำลังจัดงานประเพณีให้ทานไปอีกด้วย
นายรัฐภัทร์ ปานมั่น กล่าวอีกว่า วัดพิบูลยาราม เป็นวัดใกล้บ้าน ตั้งแต่จำความได้ จนอายุ 40 ปี วัดมีสภาพที่เก่า ชำรุดทรุดโทรม ไม่ได้รับการพัฒนาใด ๆ เลย ก่อนหน้านี้ชาวบ้านที่มาทำบุญที่วัดจะใช้ศาลาโรงธรรมเป็นสถานที่ทำบุญประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ส่วนเส้นทางทางเข้าวัดถนนลูกรังเล็ก มีหญ้าขึ้นปกคลุมรกทึบเดินทางยากลำบากชาวบ้านและคนทั่วไปจึงไม่ค่อยอยากมาทำบุญที่วัดแห่งนี้ ประกอบกับศาลาโรงธรรมมีสภาพเก่าชำรุด ทรุดโทรมอย่างหนักไม่สามารถบังแดด บังลม และบังฝนได้ ทางวัดพิบูลยาราม ได้นำเงินที่ทอดกฐิน ผ้าป่า ในแต่ละปี ๆ ละๆไม่กี่หมื่นบาทมาก่อสร้างโบสถ์ยกสูง 2 ชั้นเพื่อหนีน้ำท่วมและก่อสร้างซุ้มประตูทางเข้าวัด แต่การก่อสร้างโบสถ์และซุ้มประตูทางเข้า ต้องหยุดชะงักไม่แล้วเสร็จ เพราะขาดงบประมาณการดำเนินการ ไม่สามารถใช้ประกอบศาสนากิจใด ๆ ได้ แต่จำต้องใช้โบสถ์ที่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จประกอบศาสนกิจ
“ หากอยู่ในช่วงหน้าแล้งพระภิกษุและชาวบ้านต้องทนร้อนเพราะนั่งตากแดดที่สาดส่องเข้าไปภายในโบสถ์ หากเป็นฤดูฝนก็ต้องนั่งตากฝนประกอบศาสนกิจและมี บ่อยครั้งที่โครงสร้างและไม้ค้ำยันการก่อสร้างซุ้มประตูทางเข้าวัด หักหลุดตกหล่นใส่ศรีษะชาวบ้านจนได้รับบาดเจ็บ จึงอยากวิงวอนหน่วยงานที่รับผิดชอบ ช่วยหันมาดูแลพัฒนาปรับปรุงวัดในชนบทห่างไกลบ้าง หวังพึ่งแค่เงินทอดกฐิน ผ้าป่า หรือทำบุญจากชาวบ้านในรูปแบบต่าง ๆ ไม่รู้อีกสักกี่ปีกี่ชาติจึงจะสามารถดำเนินการก่อสร้างซุ้มประตูทางเข้าวัดและโบสถ์วัดพิบูลยาราม จึงจะแล้วเสร็จ เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจที่สังคมไทย ส่วนใหญ่สังคมพุทธ ที่วัดเป็นศูนย์รวมใจและเป็นศาสนสถานที่สำคัญที่สุด แต่หน่วยงานภาครัฐกลับไม่เคยสนับสนุนในการก่อสร้างเลย แต่หากเป็นศาสนสถานของศาสนาอื่น ๆ กลับอนุมัติงบประมาณก่อสร้างได้ 10 ล้าน 100 ล้าน หากเป็นเช่นนี้พุทธศาสนาจะอยู่คู่สังคมไทยได้อย่างไร จึงอยากจะเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องพิจารณาในเรื่องนี้และหันมาดูแลวัดในพุทธศาสนาโดยเฉพาะวัดตามชนบทห่างไกลบ้าง”นายรัฐภัทร์ ปานมั่น กล่าว.
ภาพ/ข่าว ไพฑูรย์ อินทศิลา ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช
