- 16 มิ.ย. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินทำการการตรวจสอบทุจริตโครงการซ่อมปรับปรุงสนามกีฬากลางยังหวัดนครศรีธรรมราช ใช้งบประมาณในการปรับปรุงสูงถึง 13,380,000 บาท จนในปัจจุบันสนามฟุตบอลและลู่วิ่งยางสังเคราะห์ภายในสนามกีฬากลางนครนครศรีธรรมราช อยู่ในสภาพทรุดโทรมอย่างหนัก ไม่สามารถใช้ในการแข่งขันกีฬาในระดับสากลได้เพราะสนามไม่ได้มาตรฐาน ส่วนการแข่งขันกีฬาในระดับท้องถิ่นจำใจต้องจัดการแข่งขันไปตามยถากรรมเสี่ยงต่ออันตรายที่จะเกิดกับนักกีฬาได้ โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบการปรับปรุง และการใช้งบประมาณอย่างไม่สอดคล้องต่อสภาพสนามตลอด 3 ปีที่ผ่านเช่นเดียวกัน
(16 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2560 สำนักตรวจสอบพิเศษ 14 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้มีหนังสือ (ลับมาก) เรื่องดำเนินการจัดจ้างซ่อม ปรับปรุงสนมกีฬาของเทศบาลนคร นครศรีธรรมราช ถึงนายกเทศมนตรีนคร นครศรีธรรมราช พร้อมสำเนารายงานการตรวจสอบสืบสวน จำนวน 36 แผ่น พร้อมส่งสรุปผลการตรวจสอบ และรายงานการตรวจสอบสนามกีฬาดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง คสช.,ป.ป.ช., ป.ป.ท., ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช, ท้องถิ่นจังหวัดนครศรีธรรมราช, เทศบาลนครนครศรีธรรมราช รวมทั้งหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ดำเนินการตามระเบียบ ขั้นตอนของกฎหมาย
ทั้งนี้ในเอกสารสรุปรายงานการตรวจสอบ 36 แผ่น ได้สรุปข้อมูลประเด็นสำคัญในการกระทำความผิดตามรายการการตรวจสอบสืบสวนที่ส่งไปด้วยกันนั้น น่าเชื่อว่า มีการทุจริตในกระบวนการจัดจ้างทุกขั้นตอน การประวิงการจัดหางบประมาณให้ล่าช้า เพื่อให้จัดหาผู้รับจ้างมาเริ่มต้นในระยะกระชั้นชิด แล้วอ้างเหตุด่วนในการจัดจ้างแบบวิธีพิเศษกับผู้มีอาชีพรับจ้างบางราย ออกแบบโดยผิดหลักวิชาการโดยเอื้อประโยชน์แก่ผู้รับจ้าง กำหนดราคากลางสูงเกินจริง อนุญาตให้ผู้รับจ้างเข้าทำงานก่อนวันทำสัญญา ยอมให้ผู้รับจ้างทำงานผิดแบบและมิได้ตรวจรับงานกันจริง เป็นเหตุให้งานจ้างขาดคุณภาพ จนไม่สามารถใช้การได้ตามปกติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ และประชาชนเป็นวงเงิน 8,242,768.24 บาท
ซึ่งผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน อาศัยอำนาจตามความมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติประกอบนรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2546 พิจารณาแล้วเห็นชอบกับผลการตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินให้ดำเนินคดีทางอาญา ทางวินัย และทางละเมิดกับบุคคลจำนวน 13 คน ในความผิดจากประเด็นการตรวจสอบตามวินิจฉัย 7 ประเด็นและความผิดทั้ง 7 ประเด็นและน่าเชื่อว่ามีหัวหน้าขบวนการ คือ ผศ.เชาว์นวัศ เสนพงศ์ นายกเทศมนตรีเป็นผู้บงการ โดยพิจารณาแล้วเห็นควรดำเนินการทางอาญา ทางวินัย และทางแพ่งต่อผู้เกี่ยวข้องที่น่าเชื่อว่าร่วมกระบวนทุจริตนี้ทุกคน ซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการเทศบาลนครนครศรีธรรมราช 10 คน ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว 1 คน และส่วนหนึ่ง เกษียณอายุราชการไปแล้ว ผู้แทนชุมชน 2 คน และคนที่ 13 ซึ่งเป็นรายชื่อสุดท้ายที่ระบุในสำนวนตรวจสอบฉบับนี้ คือ ผศ.เชาว์นวัศ เสนพงศ์ นายกเทศมนตรี ซึ่งอยู่ในฐานะผู้เอื้อประโยชน์แก่ผู้รับจ้าง โดยให้เข้าทำงานก่อนทำสัญญา และอยู่ในฐานะผู้ใช้หรือผู้ก่อให้เกิดการกระทำความผิด โดยนอกจากดำเนินคดีทางอาญา ทางวินัยแล้วในทางแพ่งให้เรียกเงินค่าซ่อมพื้นลู่วิ่งและสนามฟุตบอลคืน จำนวน 8,242,768.24 บาท ลงนามท้ายหนังสือฉบับดังกล่าวโดยนายภาณุ อุตมะกุล นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินชำนาญการพิเศษ และนายประพนธ์ รักษ์เกลี้ยง ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบพิเศษภาค 14
นอกจากนี้สำนักตรวจสอบพิเศษภูมิภาค 14 ยังได้ส่งสำนวนฉบับเต็ม ซึ่งมีจำนวนกว่า 300 หน้า ไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.เนื่องจากพบการกระทำความผิดตามมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ในกรณีการจัดจ้างแบบวิธีพิเศษ ซึ่งเป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ในการสอบสวนดำเนินคดี อย่างไรก็ตามแม้หนังสือฉบับดังกล่าวลงวันที่ 5 มิ.ย. 2560 จะส่งถึงเทศบาลนคร นครศรีธรรมราช ลงรับวันที่ 9 มิ.ย.2560 และน่าจะส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชในเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชในฐานะผู้บังคับบัญชานายกเทศมนตรี และข้าราชกสรในสังกัดเทศบาลนคร นครศรีธรรมราช ทำหนังสือคำสั่งทางปกครอง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหนังสือคำสั่งทางปกครองจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ไปยังนายเชาวน์วัศ และข้าราชที่ร่วมทุจริตทั้ง 10 คน แต่อย่างใด
สำหรับการตรวจสอบและรวบรวมสำนวนในคดีดังกล่าวนายพงศ์ปณต สนิท นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินชำนาญการพิเศษ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มตรวจสอบพิเศษ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่ 14 เป็นผู้ตรวจสอบแลละสรุปสำนวนว่ามีมูลการทุจริตอย่างชัดเจนเสนอไปยังผู้ว่า สตง.ให้สรุปและชี้มูลความผิด แต่สำนวนการสอบทุจริตการซ่อมปรับปรุงสนามกีฬากลางจังหวัดนครศรีธรรมราชไปค้างนิ่งอยู่ที่ สตง.นายเกือบ 3 ปี โดยประชาชนที่ติดตามความคืบหนาในเรื่องนี้จับกุมวิพากวิจารณ์ถึงความผิดปกติ นายพงศ์ปณต สนิท เกิดการงัดข้อกับนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เกี่ยวกับปัญหาที่มาจากการตรวจสอบทุจริตการก่อสร้างศูนย์การแพทย์ ม.วลัยลักษณ์ จนมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกันระหว่างนายพงศ์ปณต และผู้ว่า ฯสตง.จนในที่สุดผู้ว่า ฯสตง.ได้มีคำสั่งให้นายพงศ์ปณต ออกจากราชการ โดยเรื่องยังคาราคาซังไม่เสร็จสิ้น จนในที่สุดผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน อาศัยอำนาจตามความมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติประกอบนรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2546 พิจารณาแล้วเห็นชอบกับผลการตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินให้ดำเนินคดีทางอาญา ทางวินัย และทางละเมิดกับบุคคลจำนวน 13 คน ในคดีทุตจริตการซ่อมปรับปรุงสนามกีฬากลางจังหวีดนครศรีธรรมราชดังกล่าว.
ภาพ/ข่าว ไพฑูรย์ อินทศิลา ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช
