- 19 มิ.ย. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
พิษยางพาราตกต่ำรายวันเกษตรกรหญิงวัย 40 ปี ไม่สนพลิกสวนยางพารามาเพาะต้นกล้าพืชผักสวนครัวและยาสูบขายสร้างรายได้เดือนละเกือบ 2แสนจากเดิมที่มีรายได้ทางเดียวจากยางพาราเดือนละ 15,000 บาท
น.ส.ศิริวรรณ หรือสาว ยอดแก้ว วัย 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 23 ม.5 ต.ท่าอุแท อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี หรือเกษตรกรหญิงเหล็กคนนี้ที่ตัดสินใจโค่นสวนยางพาราจำนวน 3 ไร่เพาะต้นกล้าผักสวนครัวและยาสูบขายสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวหลังจากที่ประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำติดต่อกันมานาน โดย น.ส.ศิริวรรณ บอกว่าเดิมตนเองมีสวนยางพาราจำนวน 19 ไร่ มีรายได้ไม่แน่นอนเดือนละประมาณ 10,000 – 15,000 บาท ต้องเลี้ยงครอบครัวถึง 3 ชีวิต คือตัวเองและลูกที่ยังเล็กอีก 2 คน จึงพยายามดิ้นรนหารายได้เสริมเริ่มต้นด้วยการเพาะต้นกล้าผักสวนครัวจำพวกมะเขือ,พริก,ใบกระเพราะ,โหรพาขายริมถนน ได้รับความสนใจจากลูกค้าจำนวนมากจึงหาทางขยับขยายแต่ไม่มีเงินทุน และได้ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรอำเภอกาญจนดิษฐ์ว่าทาง ธ.ก.ส.มีโครงการสนับสนุนสินเชื่อเกษตรกรรายย่อยให้กู้วงเงินไม่เกิน 1 แสนบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 5 % โดยรัฐชดเชย 3 %เกษตรกร 2% ในระยะเวลา 5 ปี โดยทางสำนักงานเกษตรอำเภอเป็นผู้ค้ำประกันจึงตัดสินใจโค่นต้นยางที่ยังอยู่ในช่วงที่กำลังกรีด 3 ไร่ ทำโรงเรือนทันที โดยลงมือทำเองทุกอย่างกับคนในครอบครัวแบบค่อยเป็นค่อยไป และเริ่มเห็นความสำเร็จในช่วง 2-3 เดือนแรก เนื่องจากต้นกล้าผักสวนครัวในปัจจุบันเป็นที่ต้องการของลูกค้าอย่างมากทั้งชาวบ้านในชนบทและสังคมเมืองที่นิยมปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง เพราะหากซื้อเมล็ดไปเพาะเองจะไม่สะดวกและต้องใช้ต้นทุนสูง ซึ่งคนในปัจจุบันจะเลือกซื้อเองตามความต้องการที่เมื่อซื้อไปแล้วปลูกไม่นานกินได้เลย
หลังจากที่ริเริ่มและลองผิดลองถูกจนเห็นผลจึงได้เพาะต้นกล้าหลากหลายขนาดตามความต้องการของลูกค้าและขยับขยายโรงเรือนเป็น 20 หลัง และว่าจ้างเพื่อนบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงช่วยทำคิดค่าแรงงานตามอัตราค่าแรงงานขั้นต่ำวันละ 300 บาท และยังสอนให้ลูกชายหญิงอีก 2 คนอาศัยช่วงเวลาว่างช่วยกันทำและให้ค่าแรงงานตามสัดส่วนเป็นการสอนวิธีการใช้ชีวิตให้กับลูก ๆ อีกด้วย
สำหรับรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามสัดส่วนและอยู่ที่สภาพอากาศบางช่วงโดยเฉพาะปีนี้มีฝนมากและลมแรง รายได้ลดลงบ้างตั้งแต่ทำมา 5 ปีจนถึงปัจจุบันโดยเฉลี่ยมีรายได้เดือนละประมาณ 150,000 – 180,000 บาท หักค่าใช้จ่ายแล้วจะมีกำไรเป็นเงินเก็บเลี้ยงครอบครัวเดือนละประมาณ 50,000 – 60,000 บาท สามารถเลี้ยงครอบครัวได้สบายและยังมีแนวโน้มที่จะขยับขยายเป็นรัฐวิสาหกิจชุมชนอีกด้วยหากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
ด้านนายยงยุทธ กุลทอง เกษตรอำเภอกาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ทางภาครัฐมีโครงการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ทาง ธ.ก.ส.มีโครงการให้สินเชื่อเกษตรกรรายย่อยคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยต้องผ่านความเห็นชอบของสำนักงานเกษตรอำเภอ
ภาพ/ข่าว ณัฐธิดา เริ่มฤกษ์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.สุราษฎร์ธานี
