- 20 มิ.ย. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 20 มิถุนายน 2560 เครือข่ายภาคีชมรมชาวประมงพื้นบ้าน จ.ตรัง นำโดยนายอะเหร็น พระคง ประธานเครือข่ายชมรมชาวประมงพื้นบ้าน จ.ตรัง นายสะมาแอล เบญสะอาด เลขานุการชมรมฯ พร้อมด้วยสมาชิก และชาวบ้าน กว่า 200 คน ได้มีการเดินขบวน ถือป้ายผ้าเรียกร้อง มายังหน้าศาลากลาง จ.ตรัง เพื่อที่จะเรียกร้องและยื่นข้อเสนอให้ทางรัฐบาล ชะลอการบังคับใช้และแก้ไข พ.ร.บ.การเดินเรือน่านน้ำไทย ฉบับที่ 17 พ.ศ.2560 โดยผ่านทาง นายศิริพัฒ พัฒกุล ผวจ.ตรัง พร้อมทั้งเปิดผนึกแถลงการณ์ ในเรื่อง ให้หยุดวิจัยติดเท๊กพะยูน ด้วยการผูกหาง ซึ่งนำโดย นายอะเหร็น พระคง ประธานชมรมชาวประมงพื้นบ้าน จ.ตรัง และนายสายัญ ทองสม ประธานสภาองค์กรชุมชน จ.ตรัง
นายอะเหร็น พระคง กล่าวว่า ตามที่ได้มีประกาศของกรมเจ้าท่า โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2560 เพื่อให้เจ้าของหรือผู้ครอบครอง สิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำ ให้ไปทำการแจ้งต่อกรมเจ้าท่า และในกรณีผู้ประสงค์จะทำการปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำน่านน้ำ ต้องขออนุญาตก่อนการดำเนินการ และมีการกำหนดอัตตราค่าปรับ และค่าเช่าในอัตราสูงเกินความเป็นจริง โดย พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน เนื่องจากไม่มีการแยกแยะประเภทของชุมชนริมน้ำ ที่มีการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนบนฐานประวัติศาสตร์ ที่มีวิถีวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับการก่อสร้างเมืองมาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีต นอกจากนั้น พ.ร.บ.ฉบับนี้ ปราศจากการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรอบด้าน
นอกจากนั้น นายอะเหร็นฯ กล่าวต่อไปว่า จากเหตุผลดังกล่าว ทางชมรมฯ และเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน จ.ตรัง จำนวน 65 ตำบล มีข้อเสนอให้รัฐบาลดำเนินการเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนอย่างเร่งด่วน 4 ข้อ ได้แก่ 1.ให้ทางคณะรัฐมนตรี และ สนช. ปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับนี้ ให้สอดคล้องกับวิถีชุมชนชายฝั่งและชุมชนริมน้ำ โดยกำหนดนิยามเพื่อให้เกิดความชัดเจน และจำแนกชุมชนดั้งเดิม กับที่บุกรุกใหม่ออกจากกัน 2.ให้ขยายเวลาแจ้งฝ่าฝืน ออกไปอีก ไม่น้อยกว่า 1 ปี 3.ให้แต่งตั้งคณะทำงานในระดับจังหวัด เพื่อปรับปรุงกลไกและการแก้ปัญหา โดยมีภาคประชาชน และผู้มีส่วนได้เสีย มีส่วนร่วม 4..ให้แก้ไขกฎกระทรวง ให้อาคารที่มีลักษณะ และประเภทสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ ที่พึ่งอนุญาต โดยกระบวนของประชาชน 5.ให้พิจารณามอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบผลกระทบในการบังคับใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ชมรมชาวประมงพื้นบ้าน และสภาองค์กรชุมชน จ.ตรัง ได้ร่วมกันเปิดผนึกจดหมายแถลงการณ์ ในหัวข้อ “เรื่องหยุดวิจัย ทำร้ายพะยูน ด้วยการผูกหาง” โดยนายสายัญ ทองสม ปธ.สภาองค์กรชุมชน จ.ตรัง แถลงสรุปโดยย่อว่า จากกรณีมีโครงการติดตั้งสัญญาณดาวเทียมบนตัวพะยูนของอุทยานของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ที่ใช้วิธีการล้อมอวนจับพะยูน และใช้สายสลิง ยาว 3 เมตร ผูกด้วยทุ่นตรงโคนหางของพะยูน น้ำหนักรวม 3 กิโลกรัม เวลา 3 เดือน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านพะยูนระดับโลกบอกว่าเป็นวิธีการที่เลิกใช้มาหลายปีแล้ว ซึ่งเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อพะยูน เนื่องจากสายสลิงยาว 3 เมตร อาจไปผูกติดกับโขดหิน หรือวัสดุต่างๆ ทำให้พะยูนตายได้ เป็นเครื่องมือที่เชื่อถือไม่ได้และข้อมูลที่ได้มีประโยชน์ไม่มากกับการอนุรักษ์พะยูน โดยที่ผ่านมาการศึกษาพะยูนด้วยการใช้โดรนบินสำรวจจำนวนประชากร การกินหญ้า การเฝ้าสังเกตรายตัว และการติดตั้งเครื่องมือดักฟังเสียง ในทะเล ทำให้ได้ข้อมูลเพียงพอในการอนุรักษ์ โดยไม่ทำให้พะยูนตกอยู่ในภาระเสี่ยงอันตรายและเสียชีวิต
ทั้งนี้สมาชิกจำนวน 65 ตำบล ตระหนักถึงปัญหาที่กระทบต่อพะยูน จึงมีข้อเสนอฝ่าที่เกี่ยวข้อง จำนวน 5 ข้อดังนี้ 1.ให้อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ออกโรงชี้แจงสถานภาพปัจจุบันของพะยูนทั้ง 3 ตัว ภายหลักจากติดแท๊ก บนตัวแล้ว พร้อมแสดงหลักฐานแก่สาธารณะ 2.ให้ตั้งกรรมการตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินโครงการ ว่าคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด 3.ให้หน่วยที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนร่วมกับชุมชนบังคับใช้กฏหมายกติกา เพื่อป้องกันเครื่องมือประมงที่เป็นอันตรายต่อพะยูน 4.การศึกษาวิจัยพะยูน ต้องจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่ 5.ทุกคนต่อช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพะยูน ว่าพะยูนไม่ได้เป็นของใคร เพราะพะยูนเป็นของคนตรังและคนทั้งโลก
ถนอมศักดิ์ หนูนุ่ม สำนักข่าวภูมิภาค ทีนิวส์ จังหวัดตรัง
