- 26 มิ.ย. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีที่มีกระแสข่าวลือที่ว่าผลการตรวจดีเอ็นเอของนางกัญญา มินกระโทก ซึ่งเป็นแม่บังเกิดเกล้าของสามเณรปลื้ม ไม่ตรงกับศพที่พบถูกฆ่าโบกปูน ซึ่งเป็นศพของสามเณรปลื้มนั้น ทำให้หลายฝ่ายเกิดความสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น ในขระที่คดีการยักยอกเงินและทรัพย์สินของวัดวังตะวันตกไม่คืบหน้า เพราะเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตกรูปใหม่ยังไม่ยอมเข้าแจ้งความในฐานะผู้เสียหายตามขั้นตอนกฎหมาย ทำให้จนถึงขณะนี้ตำรวจไม่สามารถทำอะไรได้ แม้แต่การอายัดบัญชีธนาคารของกลุ่มมาเฟีย ในขณะที่พบว่าเงินในบัญชีของ น.ส.ปิยฉัตร หรือบิว อรุณสกุล จำนวน 12 ล้านมีการกดเอทีเอ็มเบิกไปหลายครั้ง ๆ ละ 1 แสนบาทขึ้นไป สร้างความกังขาให้กับประชาชนที่ติดตามข่าวเป็นอย่างมาก
ในขณะที่ พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช เปิดเผยล่าสุดว่า ความคืบหน้าของคดีนั้น ทั้งพยานบุคคล วัตถุพยานทั้งหมดจากที่เกิดเหตุ และทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ได้มาถือว่าสมบูรณ์ โดยได้ส่งตรวจพิสูจน์ไปแล้ว โดยเฉพาะการวิพากวิจารณ์เล่าลือกันถึงเรื่องดีเอ็นเอของศพไม่ตรงกับนางกัญญา มินกระโทก ยืนยันว่าผลการตรวจดีเอ็นเอพบว่าตรงกันกับศพที่พบ ซึ่งเป็นศพของสามเณรปลื้ม เหลือเฉพาะผลตรวจดีเอ็นเอของนายชวน เอกเกียรติกุล พ่อของสามเณรปลื้มยังไม่ได้ผลสรุปมา โดยภาพรวม ความคืบนั้นหน้าตำรวจยังรอผลตรวจพิสูจน์ต่าง ๆ จากกองพิสูจน์หลักฐานเพื่อนำมาประกอบสำนวนให้สมบูรณ์ที่สุดและเตรียมส่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดได้ในเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ทางนิติเวชและตำรวจยังไม่เคยมีการนำเอกสารหลักฐานผลการตรวจดีเอ็นเอมาเป็นเป็นหลักฐานยืนยันความชัดเจนแต่อย่างใด เป็นเพียงการยืนยันด้วยวาจาเท่านั้น ส่วนกรณีการตรวจเลือดพระเทพสิริโสภณ อดีตเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก ที่ต่างสงสัยว่า น.ส.ปิยฉัตร หรือบิว น่าจะวางยาบางชนิดให้เลอะเลือน จึงส่งเลือดพระเทพสิริโสภณไปโรงพยาบาลรามา กรุงเทพมหานคร เพื่อดูว่ามียาหรือสารพิษอะไรในกระแสเลือดของพระเทพสิริโสภณหรือไม่ โดยมีกำหนดทราบผลในวันที่ 21 มิ.ย.2560 แต่จนถึงขณะนี้การตรวจเลือด ยังไม่ทราบผลโดยทางโรงพยาบาลรามาจะแจ้งผลการตรวจให้ทราบภายในเดือนมิถุนายน 2560 นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าประชาชนยังจับกุมวิพากวิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่าการเอาผิดในทางคดีอาญากับกลุ่มผู้ต้องหาทั้งในส่วนของคดีร่วมฆ่าฝังศพสามเณรปลื้มและมาเฟียฮุบวัดอาจจะชนตอ เนื่องจากคดียังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร โดยจะเฉพาะจนถึงขณะนี้ตำรวจยังไม่ได้ตั้งข้อหาดำเนินคดีกับกลุ่มมาเฟียฐานยักยอกทรัพย์ ลักทรัพย์ได้เลย แม้แต่การเปิดตู้เซฟของ น.ส.ปิยฉัตรหรือบิว อรุณสกุล หัวหน้าแก๊งมาเฟียฮุบวัดวังตะวันตกก็ยังไม่สามารถเปิดได้ เนื่องจากวัดเป็นนิติบุคคล อำนาจอยู่ที่เจ้าอาวาสอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ ดร.พระครูพรหมเขตคณารักษ์ (ชัยสิทธิ์) เจ้าอาวาสคนใหม่ยังมีข้ออ้างขอเวลาในการตรวจสอบ รวบรวมทรัพย์สินของวัดจนถึงขณะนี้จึงยังไม่สามารถเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มมาเฟียได้ ทำให้การอายัดบัญชีวัด บัญชี น.ส.ปิยฉัตร หรือบิว ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เพียงแต่ขอความร่วมมือกับทางธนาคารเท่านั้น
“ที่สำคัญในช่วงมี่ผ่านมาในส่วนของบัญชีธนาคารของ น.ส.ปิยฉัตร หรือบิว ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีเงินสดอยู่ 12 ล้านบาทพบว่ามีการกดเงินจากตู้เอทีเอ็มครั้งละหลายแสนบาทจำนวนถึง 3 ครั้ง และคาดว่าจะมีการทยอยกดเงินในบัญชีออกไปจนหมดอย่างแน่นอน ส่วนทรัพย์สินอื่น ๆ ก็เช่นกัน น.ส.ปิยฉัตร สามารถยักย้ายถ่ายเทไปได้โดยไม่ติดขัดเช่นกัน”
ตำรวจชุดสืบสวนนายหนึ่งกล่าวว่า หากเจ้าอาวาสยังไม่แจ้งความการติดตามเส้นทางการเงิน การอายัดทรัพย์สิน หรืออายัดบัญชีธนาคาร ของกลุ่มมาเฟียและอื่น ๆ ตำรวจทำไม่ได้เลยเพราะไม่มีผู้เสียหาย ซึ่งจริง ๆ แค่ตำรวจตรวจค้นบ้าน น.ส.ปิยฉัตร พบตรายางประทับของวัด ทะเบียนวัด ใบสุทธิพระในวัดอยู่ที่บ้านของ น.ส.ปิยฉัตร เจ้าอาวาสก็สามารถแจ้งความได้ทันที ตำรวจก็จะเริ่มนับหนึ่งในการทำคดีได้ และนำไปสู่การสืบสวนสอบสวนสาวโยงในเรื่องอื่น ๆ ได้ คดีนี้ดูเหมือนมวยล้มต้มคนดูที่ทางคณะสงฆ์และเจ้าอาวาสไม่อยากให้สาวต่อในเรื่องเดิม ๆ เพราะจะกระทบหลายฝ่าย จึงต้องการให้เรื่องยุติและเริ่มต้นในการพัฒนา บริหารจัดการวังวังตะวันตกใหม่ สวนทางกับความรู้สึกของชาวพุทธเป็นอย่างมากถือว่าเสียของเสียโอกาสเป็นอย่างมาก อีกทั้งปัญหามาเฟียฮุบวัดจะไม่ได้ปรับปรุงแก้ปัญหาอย่างแท้จริง .
ภาพ/ข่าว ไพฑูรย์ อินทศิลา ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช
