- 27 มิ.ย. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันที่ 27 มิถุนายน 2560 ที่ร้านตรังสแควร์ อยู่บ้านเลข 99 หน้าตลาดสดเทศบาลนครตรัง ถ.ราชดำเนิน ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง นายกิตติ์ธเนศ เป็นเอกชนะศักดิ์ อายุ 62 ปี พร้อมด้วย นางพิมพ์ณดา เป็นเอกชนะศักดิ์ อายุ 56 ปี ซึ่งเป็นพ่อแม่ของ น้องธันย์ น.ส.ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ ซึ่งเคยประสบอุบัติเหตุประสบอุบัติเหตุรถไฟฟ้าทับขาทั้งสองข้างที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อขณะอายุเพียง 14 ปี จนต้องถูกตัดขา แต่น้องธันย์ก็สามารถก้าวข้ามความเจ็บปวด มีความสดใส มองโลกในแง่ดี และใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติอีกครั้ง
ด้าน นายกิตติ์ธเนศ เป็นเอกชนะศักดิ์ และนางพิมพ์ณดา เป็นเอกชนะศักดิ์ พ่อแม่ของ น้องธันย์ ได้เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า จากที่ทางโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ผู้สำรวจความสุขคนไข้ ที่จะได้รับเงินเดือนสูงถึงเดือนละหนึ่งล้านบาท เป็นความจริง ต้องขอขอบคุณทางโรงพยาบาลและคณะกรรมการ ที่ให้โอกาส ทราบผลเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา และวันที่ 25 มิถุนายน น้องธันย์จะเดินทางไปเรียนซัมเมอร์ต่อที่ประเทศแคนาดา ประมาณ 6 สัปดาห์ จะกลับมาวันที่ 7 สิงหาคม และจะเริ่มทำงานกับทางโรงพยาบาลในวันที่ 16 สิงหาคม และทางโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ได้เปิดโอกาสให้ไปเรียนได้ไม่ต้องดร็อบการเรียน
โดยไปเรียนวันจันทร์ถึงวันพุธช่วงบ่าย แต่ก็คุยกับลูกว่าเราต้องชดเชยให้กับทางโรงพยาบาล โดยจะทำให้ด้วยในวันเสาร์อาทิตย์อีกด้วย หลังจากน้องธันย์กลับมาก็จะต้องตระเวนเยี่ยมขอบคุณสื่อ เพราะทางสื่อให้ความสนใจและสื่อต่างประเทศ และหลังจากวันที่ 7 สิงหาคม น้องธันย์กลับมาจะให้สัมภาษณ์อีกครั้ง ในส่วนตัวของน้องธันย์เอง ส่วนเป้าหมายของน้องธันย์ จะเน้นการเรียนเป็นหลัก ซึ่งหลังจากจบปริญญาตรี ก็จะต่อปริญญาโท ปริญญาเอก ด้านจิตวิทยา จุดมุ่งหมายสำคัญของน้องธันย์ คือ เป็นวิทยากรระดับโลก และสร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลก และน้องธันย์ได้รับโอกาสมากมายจากส่วนต่างๆ และในรายการตี 10 ที่ออกไป น้องธันย์มีความรู้สึกว่าตกใจเล็กน้อย กับการได้รับตำแหน่งนี้ และปรับความรู้สึกและตอบคำถาม แต่เนื่องจากประสบการณ์จริงและปรับตัวเองสร้างแรงบันดาลใจ แล้วลุกขึ้นมาให้กำลังใจตัวเอง และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ป่วย คนปกติ และคนพิการด้วย จากประสบการณ์ ซึ่งหลังจากที่ประสบอุบัติเหตุมา เราก็ได้รับโอกาสจากที่ต่างๆ ให้เป็นทั้งวิทยากร ดำเนินรายการเกี่ยวกับผู้ด้อยโอกาส และส่วนหนึ่งคิดว่าจากที่ได้รับโอกาสนี้ เพราะในขณะที่น้องธันย์รักษาตัวอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์
หลังจากที่น้องธันย์ กลับฟื้นตัวมีอาการดีขึ้น ตนก็ได้เฝ้าน้องธันย์อยู่ไม่ห่าง เขาสามารถทำอะไรต่างๆได้ น้องธันย์ก็ได้ออกไปถามไถ่กับผู้ป่วยแต่ละคน และทำให้ผู้ป่วยแต่ละรู้สึกดีและมีความสุข และเมื่อกลับมาที่ศูนย์สิรินทร ก็ไม่คิดว่ากลับมาเมืองไทยแล้วจะมีข่าวคึกโครมออกไปเยอะ แล้วขณะที่มาพักที่ศูนย์สิริธร เพื่อฟื้นฟูสมรรถทางภาพร่างกาย ปรากฏมีข่าวออกมาเยอะจนทำให้ผู้ป่วยบางคนออกมาเขียนหนังสือร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิ์ น้องธันย์ก็ได้ถามตนว่าทำไมปรากฎว่าข่าวออกมาเยอะจนผู้ป่วยบางคนไม่สบายใจเขียนหนังสือร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิ์ น้องธันย์สงสัยได้ถามว่าทำไมต้องถ่ายเป็นเวลา และผู้ป่วยเป็นอย่างนั้น แต่นี่คือสภาพด้านหนึ่งของผู้ป่วยเพราะผู้ป่วยรับไม่ได้ ไม่อยากให้ใครรู้ เนื่องจากคนปัจจุบันไม่ยอมรับความจริงชีวิตจึงไม่มีความสุข แต่ตนได้สอนให้น้องธันย์ยอมรับความจริง ทำยังไงให้ตนเองยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแล้วอยู่ให้ตัวเองมีความสุข และคิดไปข้างหน้าไม่จำเป็นต้องไปแคร์ความคิดของคนอื่น เพียงแต่ความคิดของผู้อื่นเป็นผลสะท้อนและเรานำมาปรับปรุงทำให้ดีสิ่งที่เขาเคลือบแคลงสงสัยเหมือนดูถูกดูแคลนว่าเราทำไมไม่ได้ เราจงก้าวข้ามขีดจำกัดและชีวิตเราจะมีความรู้สึกว่า เราเจ๋ง และเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
ในส่วนที่หนึ่งหากเราไม่รู้ว่าลูกเราพิการหรือขาขาด เราก็จะไม่รู้ว่าชีวิตของคนอื่นเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นแล้ว เหมือนน้องธันย์ที่เคยให้สัมภาษณ์ “ถ้าเราไม่เป็นเราก็ไม่รู้ในสิ่งที่เป็น” แต่พอเรารู้ในสิ่งที่คนอื่นเป็น เราก็ช่วยสร้างกำลังใจและมาตีแผ่ ให้ทุกคนยอมรับในสภาพเป็นจริง ซึ่งตนก็ได้บอกลูกอยู่ตลอดเวลาว่า ไม่ว่าอะไรก็ตาม ยิ่งปัจจุบันนี้โอกาสที่จะเกิดนั้นเกิดได้กับทุกคนเหมือนกับการซื้อ หวย ซื้อล็อตเตอร์รี่ โอกาสมันถูกน้อยแต่มันถูกแน่ แต่เราไม่มีวันรู้ว่าเราจะถูกแต่มันต้องถูกเข้าสักวัน เหมือนกันอุบัติเหตุที่ย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกคนก็เช่นกัน แต่หากเราระวังไม่ประมาท แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราไม่ต้องไปเสียใจ เราต้องทำอย่างไรให้อยู่กับสภาพความเป็นจริงให้ได้แล้วชีวิตจะมีความสุข
ส่วนการเขียนหนังสือน้องธันย์ได้เขียนตั้งแต่ปี 2554 วัตถุประสงค์ได้ทำมาหมื่นกว่าเล่มตอนนี้เหลือ 200-300 เล่ม ซึ่งทางแฟนคลับได้เรียกร้องให้น้องธันย์เขียนต่อ แต่ยังคงไม่มีเวลาว่าง เนื่องจากติดทั้งการเรียน การทำรายการคิดการณ์ไกล และเข้าทำงานในโรงพยาบาลเวิลด แคปปิตอล สัญญา 6 เดือน เดือนละ 1 ล้านบาท หากน้องธันย์จะต่อสัญญาทางGMก็ยินดีที่จะต่อให้ แต่ตนว่าเรื่องของอนาคตค่อยว่ากันอีกที เพราะจริงๆแล้วตอนนี้น้องธันย์ยังเรียนอยู่ปี 2 ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคาดว่าจะเรียนให้จบภายใน 3 ปีหรือ 3 ปีครึ่ง เพื่อจะทำให้ได้เกียรตินิยมอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการเรียนซัมเมอร์ที่ต่างประเทศเพื่อหาประสบการณ์แล้วนำมาตีแผ่ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลก
ซึ่งสิ่งที่ผ่านมานั้นตนและครอบครัวเจออะไรมามาก และสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นเพียงการผ่านมาและผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนธรรมชาติ ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้ แต่สิ่งสำคัญคือคุณงามความดีที่จะติดตัวเราจะเป็นคนดีสร้างคุณงามความดีไม่สร้างปัญหาให้กับสังคม ส่วนที่ด้อยของเรา เรานำมาตีแผ่ สร้างแรงบันดาลใจ และตนก็ยึดหลักการดูตัวอย่างของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่พระองค์ท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านเพื่อให้กับพสกนิกรของพระองค์ท่าน พระองค์ท่านเป็นตัวอย่างที่ดีใจการแก้ปัญหาช่วยเหลือปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆให้กับพสกนิกรของพระองค์ท่าน ถือว่าเราเป็นคนไทยส่วนหนึ่งที่โชคดีได้เกิดมาเป็นพสกนิกรของพระราชวงศ์นี้
ภาพ/ข่าว สุนิภา หนองตรุด ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.ตรัง
