- 03 ก.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันที่ 3 ก.ค. 2560 หากจะกล่าวถึง”เมืองช้าง”หรือจังหวัดสุรินทร์ ทุกคนก็มักจะนึกถึงหมู่บ้านช้างที่บ้านตากลาง ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เพราะเป็นหมู่บ้านที่มีการเลี้ยงช้างที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด ซึ่งทุกวันนี้กลายแหล่งท่องเที่ยวที่ทั่วโลกรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะเป็นแหล่งรวมข้อมูลความรู้ และประวัติความเป็นมาของช้าง ที่ศูนย์คชศึกษา ซึ่งภายในยังมีพิพิธภัณฑ์ช้างและลานแสดงของช้างที่จัดให้มีการแสดงทุกวัน แต่น้อยนักที่จะมีคนรู้ว่า ยังมีอีกหมู่บ้านหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ ที่มีการเลี้ยงช้างอยู่จำนวนไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งอยู่ห่างกันเพียง 10 กม.เท่านั้น แต่อยู่คนละอำเภอ เนื่องจากที่นี่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนการอย่างเป็นทางการ จึงยังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป นั้นคือชุมชนเลี้ยงช้าง บ้านขุนไชยทอง ม. 4 ต.หนองเรือ อ.ชุมพลบุรี ซึ่งที่นี่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานไม่แพ้กัน
ซึ่งชุมชนเลี้ยงช้างบ้านขุนไชยทองนี้ ในอดีต บรรพบุรุษได้อพยพมาจากชายแดนเขมร ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กูย ที่มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า “พระยาขุนไชย” เป็นผู้นำในการอพยพ โดยขนเอาสัมภาระสิ่งของที่จำเป็นมากับช้างชื่อพลายทองแดง พลายทองคำ และพลายตุ้ม ร่วมกับช้างอีกหลายสิบเชือก เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณวังฟ้าผ่าซึ่งเป็นเนินดินสูง มีพื้นที่ป่าบุ่ง-ป่าทามอันกว้างใหญ่ ซึ่งมีแหล่งน้ำเป็นหนองล้อมรอบและแหล่งน้ำขนาดเล็กอยู่เป็นจำนวนมาก และพื้นที่บริเวณดังกล่าว ยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐาน จึงได้สร้างที่พักชั่วคราวและช่วยกันบุกเบิกถางป่า เพื่อทำการเพาะปลูกข้าว โดยใช้ช้างเป็นแรงงานในการขนข้าวมาเก็บไว้ที่บ้าน ต่อมาได้มีผู้คนจากต่างถิ่นอพยพเข้ามาอยู่ร่วมกัน จนกลายเป็นหมู่บ้านที่มีขนาดใหญ่ขึ้นตามลำดับ โดยบริเวณดั้งเดิมของการตั้งหมู่บ้านจะเป็นโคกบ้านเก่า อยู่ห่างจากหมู่บ้านในปัจจุบันประมาณ 500 เมตร ซึ่งต่อมาก็ได้ตั้งชื่อหมู่บ้านโดยเอาชื่อ “ขุนไชย” ซึ่งเป็นผู้นำหมู่บ้านในขณะนั้น และคำว่า “ทอง” ก็มาจากชื่อภรรยาของขุนไชย จึงได้เรียกรวมกันว่า “บ้านขุนไชยทอง” มาจนถึงปัจจุบันนี้
ซึ่งการเลี้ยงช้างของบ้านขุนไชยทองในอดีต บรรพบุรุษของคนที่นี่ได้มีการคล้องช้างมาไว้เพื่อใช้งาน โดยได้เดินทางไปคล้องช้างร่วมกับหมอช้างบ้านกระโพ บ้านตากลาง และต่อมาได้หยุดการคล้องพร้อมกับหมอช้างคนอื่น ๆ ในปี พ.ศ.2504 จากนั้นก็ได้นำช้างมาใช้งานในชุมชนและสืบทอดภูมิปัญญาการเลี้ยงช้างมาจนถึงปัจจุบัน แต่เนื่องจากสภาพของระบบนิเวศฯในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงไป พื้นที่ทำเลเลี้ยงช้างได้ถูกจับจองบุกรุกเข้าไปปลูกต้นยูคาลิปตัส และมีการปรับแผ้วถางป่าละเมาะ-ป่าบุ่งป่าทามเพื่อใช้ทำการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาเป็นหลัก ทำให้ช้างส่วนหนึ่งต้องเดินทางออกไปเร่ร่อนหากินยังต่างจังหวัด เนื่องจากที่นี่ไม่มีแหล่งอาหารที่จะใช้เลี้ยงช้างที่เพียงพอได้อีกแล้ว และจากการที่เจ้าของช้างได้นำช้างออกไปเร่ร่อนยังต่างจังหวัด ส่วนหนึ่งไม่ได้สร้างปัญหาให้กับสังคมดังที่คนส่วนมากรับรู้กัน เนื่องจากช้างส่วนมากจะอยู่ตามแหล่งท่องเที่ยวเป็นหลัก ถึงแม้ว่าจะมีโครงการนำช้างคืนถิ่นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ และโครงการคชอาณาจักร จังหวัดสุรินทร์ แต่ช้างในชุมชนบ้านขุนไชยทอง กลับยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการแต่อย่างใด ทำให้โอกาสที่จะนำช้างคืนถิ่นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากขาดพื้นที่หรือทำเลเลี้ยงช้าง และคนเลี้ยงช้างมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ในการจัดหาอาหารมาให้ช้างได้ในแต่ละวัน
นั่นคือบันทึกข้อความบางส่วนจากแหล่งข้อมูล : ดุษฏีนิพนธ์ระดับปริญญาเอก : ภูมิปัญญาช้างบ้านในนิเวศวิทยาวัฒนธรรมพนมดงรัก-เซเปียน : ของ ดร.สุวัฒน์ อุ่นทานนนท์ ที่ได้บันทึกไว้เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งในปัจจุบันนี้ ที่หมู่บ้านแห่งนี้ก็ได้เริ่มที่จะมีการสานต่อในเรื่องของการนำช้างคืนถิ่น โดยผู้นำชุมชนและชาวบ้านได้ร่วมกันจัดทำโครงการ “นำช้างกลับบ้าน นำควาญคืนถิ่น” ขึ้นเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา โดยได้รับการช่วยเหลือจากมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณมาเป็นค่าอาหารให้ช้างที่เข้าร่วมในโครงการนี้เดือนละ 20,000 บาทต่อเชือก โดยมีนายสิทธิพงษ์ ศรีมารักษ์ อายุ 49 ปี ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านขุนไชยทอง เป็นเลขานุการและผู้ประสานงานดูแลโครงการนี้อยู่
โดยนายสิทธิพงษ์ ศรีมารักษ์ เลขานุการผู้ประสานงานในโครงการ“นำช้างกลับบ้าน นำควาญคืนถิ่น” ได้เปิดเผยว่า เดิมทีหมู่บ้านนี้จะเป็นหมู่บ้านที่มีการนำช้างไปเร่ร่อนในต่างจังหวัดมากที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ เนื่องจากต้องประสบกับปัญหาไม่มีทำเลเลี้ยงช้างเมื่อหลายปีที่ผ่านมา แต่ในปัจจุบันนี้ช้างก็ได้เริ่มกลับคืนถิ่นมาบ้างแล้ว ตั้งแต่เริ่มมีโครงการนี้ขึ้นมา ซึ่งในขณะนี้มีช้างกลับมาเข้าร่วมโครงการนี้แล้วจำนวน 18 เชือก จากจำนวนทั้งหมด 70 เชือก โดยทุกเชือกจะได้รับเงินสนับสนุนเป็นค่าอาหารเดือนละ 20,000 บาท ซึ่งทางมูลนิธิยังได้ให้คำแนะนำและจัดหานักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวชมช้างในหมู่บ้านด้วย โดยให้จัดการท่องเที่ยวแบบเชิงอนุรักษ์ คือมีที่พักแบบโฮมสเตย์ให้ ซึ่งจะอยู่ใกล้ๆกับโรงเลี้ยงช้าง โดยมีข้อตกลงว่า ในขณะที่พาช้างมาให้นักท่องเที่ยวได้ชมนั้น จะต้องไม่มีการใช้พันธนาการใดๆกับช้าง นอกจากการล่ามไว้ในโรงเลี้ยง คือต้องไม่ใช้โซ่ตรวนกับช้าง ห้ามควาญช้างขึ้นไปนั่งบนหลังช้าง และห้ามใช้ตะขอในการบังคับช้างเด็ดขาด โดยให้ควาญช้างมีเพียงมีดหมอพกไว้กับตัวเท่านั้น เพื่อไว้ใช้บังคับช้างตามความเชื่อและศรัทธาของบรรดาควาญช้างเมื่อจำเป็นเท่านั้น เพื่อที่จะให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับความเป็นธรรมชาติของช้างโดยแท้จริง โดยจะมีกิจกรรมการให้อาหารเลี้ยงช้าง การพาช้างเดินเที่ยวโดยไม่มีการขึ้นไปนั่งบนหลังช้าง และการพาช้างลงเล่นน้ำกับนักท่องเที่ยว ซึ่งรายการหลังนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะชอบมากเป็นพิเศษ ซึ่งช้างทุกตัวจะต้องผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดี ก่อนที่จะปล่อยให้เข้าร่วมโครงการนี้ได้ และหลังจากนั้นก็จะมีรายการพาเที่ยวชมวิถีชุมชนของคนเลี้ยงช้าง ว่าคนกับช้างอยู่ร่วมกันอย่างไร ชมวิธีการทำนาปลูกข้าวซึ่งเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรไทย ซึ่งในวันที่ 6-7 ก.ค. 2560 นี้ เราก็จะมีการจัดงานกิจกรรม “ดำนากับช้าง” โดยในวันที่ 6 ก.ค.จะเป็นการถอนกล้าและจัดเตรียมที่นาเพื่อทำกิจกรรมดำนากับช้างตลอดทั้งวัน และในวันที่ 7 ก็จะมีอาสาสมัครชาวต่างชาติและดารานักแสดงมาร่วมกิจกรรมกัน โดยงานจะเริ่มตั้งแต่เวลา 07.00 น. จนถึงเวลา 16.00 น. ณ บริเวณที่นาที่เตรียมไว้ในหมู่บ้านขุนไชยทอง
นายสิทธิพงษ์ยังได้กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการ”นำช้างกลับบ้าน นำควาญคืนถิ่น” นั้น ทางมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ไม่ได้มีข้อผูกมัดใดๆ ซึ่งทางมูลนิธิฯเขาจะทำสัญญากับเจ้าของช้างเป็นระยะๆคือ 3 เดือนครั้ง เพราะถ้าหากต่อมามีหน่วยงานอื่นมาช่วยเหลือ หรือว่าเจ้าของช้างสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เขาก็จะปล่อยให้รับไปดำเนินการต่อ ซึ่งในอนาคตหากโครงการนี้สำเร็จ และมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมกิจกรรมของช้างในหมู่บ้านช้างขุนไชยทองมากขึ้น ก็เชื่อว่าเจ้าของช้างและคนในหมู่บ้าน ก็คงจะพากันลืมตาอ้าปากได้ และก็เชื่อว่าช้างในหมู่บ้านที่ออกไปเร่ร่อนในต่างจังหวัด ก็คงจะพากับกลับคืนถิ่นอย่างแน่นอน ซึ่งเราพยายามที่จะรักษาเอกลักษณ์ของหมู่บ้านของเราไว้ และทำตามที่ทางมูลนิธิฯได้ให้คำแนะนำไว้ก็คือ การปล่อยช้างให้อยู่กับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไร้การพันธนาการ ซึ่งเราจะฝึกช้างให้เชื่องและคุ้นเคยกับสภาพแบบนี้ ก่อนที่จะปล่อยให้ไปอยู่กับนักท่องเที่ยว ซึ่งที่ผ่านมานักท่องเที่ยวต่างพากันชื่นชมและมาเที่ยวชมกันมากขึ้น ทำให้เรามีกำลังใจที่จะทำให้สำเร็จต่อไปในเร็ววัน
และนี่ก็คืออีกหนึ่งในที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งใหม่ในจังหวัดสุรินทร์ ที่จะเกิดขึ้นมาอีก นอกเหนือจากหมู่บ้านช้างที่มีอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งต่างก็ยังคงรักษาความเป็น “เมืองช้าง” ที่มีการเลี้ยงช้าง และประวัติอันยาวนานของหมู่บ้านช้าง ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนี้ต่อไป
ชูชัย ดำรงสันติสุข ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.สุรินทร์
