- 21 ก.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 20 ก.ค.60 นางอรกัลยา พุ่มพึ่ง หัวหน้าสำนักงานและผู้ประสานงานเครือข่ายผู้หญิงเพื่อสุขภาพ ภาคกลาง จังหวัดปทุมธานี นางสุภาภร ถิ่นวัฒนากุล กรรมการหลักประกันสุขภาพ นางสุภัทรา นาคะผิว กรรมการหลักประกันสุขภาพ นายธนพล ดอกแก้ว ประธารเครือข่ายผู้ป่วยไต นายอภิวัฒน กวางแก้ว รองประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อประเทศไทย ร่วมเสวนาประชาชนภาคกลางได้อะไรกับการแก้ไขกฎหมายบัตรทอง ที่โรงเรียนปทุมธานี อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี
โดยเวทีเสวนาประชาชนภาคกลางได้อะไรกับการแก้ไขกฎหมายบัตรทอง ประกอบด้วยเครือข่ายผู้หญิงเพื่อสุขภาพ เครือข่ายผู้ป่วยโรคมะเร็ง เครือข่ายผู้ป่วยโรคไต และเครือข่ายผู้ติดเชื้อแห่งประเทศไทย เป็น NGO หรือ องค์กรเอกชนเพื่อสาธารณประโยชน์ ทำเพื่อประโยชน์ของทุกๆ คน ได้ออกมาเคลื่อนไหวการแก้ไข พ.ร.บ.(บัตรทอง) ซึ่งชาวบ้านยังไม่เข้าใจ การแก้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีบางข้อที่แก้แล้วแย่กว่าเดิม ซึ่งทางกลุ่มคนรักสุขภาพได้ชี้แจ้ง 4 ประเด็จเห็นร่วม 5 ประเด็นเห็นต่าง และ7 ประเด็นสำคัญแก้แล้วดีขึ้น ในส่วนของ 5 ประเด็นเห็นแตกต่างที่กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพไม่เห็นด้วยในการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกอบด้วย 1. ไม่เห็นด้วยเรื่องการเพิ่มนิยาม"เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพ"ตามมาตรา 3 เนื่องจากการเพิ่มวิทยามคำนี้จะขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของกองทุนในมาตรา 38 ที่ระบุว่า กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการและการแก้ไขกับเพิ่มนิยามที่จะส่งผลให้ไปจำกัดความหมายของ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ด้านการสนับสนุนส่งเสริมการจัดบริการ ซึ่งสามารถสนับสนุนเป็นรูปแบบอื่นได้ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะตัวเงินเท่านั้นเช่นการสนับสนุนเป็นยา เวชภัณฑ์ เป็นต้น
ไม่เห็นด้วยเรื่องการแก้ไขนิยาม สถานบริการ ตามมาตรา๓เนื่องจาก หลักการของพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาตินอกจากมุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกิดการเข้าถึง การบริการการรักษาอย่างมีมาตรฐานแล้ว ยังมุ่งเน้นให้เกิดการมีส่วนร่วมในการร่วมจัดบริการด้านสุขภาพของประชาชน ประชาสังคม องค์กรสาธารณะ รวมทั้งองค์กรท้องถิ่น ดังนี้ จึงให้เพิ่มนิยาม " องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน และภาคเอกชนที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการแสวงหาผลกำไร" ตามหลักการในข้อ 4 ของหลักการแก้ไขกฎหมายข้างต้นประชาชน
ทั้งนี้มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากผล การทำงานของเครือข่ายภาคประชาชนในการสร้างการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่จำเป็น ยกตัวอย่างเช่น การทำงานร่วมให้บริการของกลุ่มผู้ติดเชื้อ hiv ในรูปแบบ " ศูนย์องค์รวม" ที่สามารถติดตามดูแลให้ผู้ติดเชื้อ hiv สามารถกินยาได้อย่างต่อเนื่อง ลดปัญหาการดื้อยา ลดอัตราการเสียชีวิต หรือการริเริ่มของชุมชนในการให้บริการด้านการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ( Community Led Service ) กับกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเปราะบางต่างๆ เป็นต้น
2. ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา๑๓ในการสอบรถองค์ประกอบของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยดังนี้ ไม่เห็นด้วยกับการที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นรองประธาน เนื่องจากขัดกับหลักการจัดบริการและผู้ซื้อบริการ (Purchaser Provider Split) เพราะปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้จัดบริการรายใหญ่รวมทั้งตัดข้อความที่จะแก้ไขในวรรคสองของมาตรา 17 ".. ให้รองประธานกรรมการปฏิบัติหน้าที่แทนประธานกรรมการและรองประธานกรรมการ..." ให้กลับมาใช้ข้อความเดิมในวรรคสองมาตรา 17 ให้คงจำนวนผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามเดิมตามมาตรา 13(3) ผู้แทน เทศบาล 1 คน องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนึ่งคน องค์การบริหารส่วนตำบลหนึ่งคน พระองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่นๆ 1 คน โดยให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภทคัดเลือกกันเอง และไม่เห็นด้วยในการกำหนดให้มีผู้แทนสภาวิชาชีพจำนวน 5 คน เนื่องจากมองว่าเป็นบทบาทของสภาวิชาชีพเกี่ยวกับการให้ความเห็นและพิจารณาด้านมาตรฐานในการให้บริการทางการแพทย์จึงควรปรับให้ไปเป็นผู้แทนในคณะกรรมการการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขแทน
3. ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 41 ที่ระบุเพียงให้ได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นจะเห็นว่าควรต้องเพิ่มเรื่องการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น ให้ทางผู้รับบริการและผู้ให้บริการ แล้วยังคงเห็นร่วมว่าให้เป็นผู้ให้บริการเข้าไปในมาตรานี้ด้วย เหตุผลคือ เพื่อลดการฟ้องคดีกับผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาที่เหมาะสม พัฒนาคุณภาพหน่วยงานบริการโดยไม่มีระบบเพิ่มโทษ ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 46 ที่เสนอให้มีการเทียบเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว ด้วยเหตุผลดังนี้
4.ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขร่างที่รับฟังความเห็น กรณีมาตรา 46(2) เนื่องจากการแยกเงินเดือนออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว จะมีผลกระทบต่อการกระจายบุคลากร และในการแก้ไขมาตราไหนมีนัยยะสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในด้านการเข้าถึงบริการ หาบุคลากรไม่เพียงพอ ดังนั้นควรต้องมีการศึกษาด้านวิชาการเพื่อนำมาประกอบการพิจารณามาตรานี้ให้เกิดความรอบคอบเมื่อยจากการแก้กฎหมาย จะส่งผลต่อการปฏิบัติในระยะยาว
5. ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 48(8) ที่เสนอเพิ่มเฉพาะวิชาชีพและผู้ให้บริการ เนื่องจากจะเป็นการลดสมดุลสกรรมการในการพิจารณากรณีปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ให้บริการและผู้ป่วย ซึ่งในกฎหมายปัจจุบันสัดส่วนของผู้ให้บริการและวิชาชีพดีมากอยู่แล้ว ในขณะที่ผู้ป่วยและผู้รับบริการกลับมีสัดส่วนน้อย ดังนั้น ภาคประชาชนจึงเสนอเพิ่มตัวแทนประชาชนจาก 5 คนเป็น 8 คน โดยให้เพิ่มสัดส่วนของงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคและหน่วยรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นอิสระจากผู้ให้บริการตามมาตรา 50(5)
นางอรกัลยา พุ่มพึ่ง หัวหน้าสำนักงานและผู้ประสานงานเครือข่ายผู้หญิงเพื่อสุขภาพ ภาคกลาง จังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า การเสวนาในวันนี้ประกอบด้วยกรรมการควบคุมคุณภาพมาตรฐาน การบริการสาธารณสุข จากส่วนกลาง เครือข่ายผู้ป่วยโรคมะเร็ง เครือข่ายผู้ป่วยโรคไต และเครือข่ายผู้ติดเชื้อแห่งประเทศไทย โดยเป้าหมายในการเสวนาในวันนี้ คือให้ความรู้แกนนำ ชุมชน อสม. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในท้องถิ่นต่างๆภายในจังหวัดปทุมธานี โดยอยากให้ชาวจังหวัดอุดรธานีซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งในภูมิภาคกลางและเข้าใจว่าพวกเราที่เป็น NGO ไม่ได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องหรือล้มระบบประกัน สุขภาพ ซึ่งทางสาธารณสุขจะนำไปทำ หาก ชาวบ้านประชาชนได้ฟังเสวนาในวันนี้ก็จะมีความเข้าใจ โดยเราจะนำชุมชนเมื่อเข้าใจแล้วก็จะนำไปเผยแพร่กับชาวบ้าน ซึ่งบางคนมีความทุกข์ร้อนผู้สูงอายุคนพิการที่อยู่ในชุมชนหากล้มระบบประกันสุขภาพไปแล้ว จะกลับเข้าไปสู่ระบบเดิมหรือเป็นเหมือนเดิมหรือไม่ เพื่อที่จะให้ผู้นำชุมชนได้รับความรู้และปฏิบัติให้กับประชาชนในชุมชนได้มีความเข้าใจอย่างถูกต้อง.
ภาพ/ข่าว : ธัชนนท์ พิริยะกุลชัย ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.ปทุมธานี
