- 25 ก.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
เวลา 15.00 น. วันที่ 25 ก.ค. 2560 ได้มีชาวบ้านตำบลซับสีทอง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ ได้เดินทางไปตามเรื่องที่สนง.จัดหางานจังหวัดชัยภูมิ เรื่องร้องทุกข์ของนางสาวปราณี สอยโว อายุ 39 ปี บ้านเลขที่ 127 หมู่ 7 ตำบลซับสีทอง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ กับพวก จำนวน 7 ราย มี 1.นางสาวพิชชานันท์ อาจกล้าอายุ 18 ปี บ้านเลขที่ 174 หมู่ 7 ตำบลซับสีทอง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ 2.นางสาวประนอม สวยโว อายุ 40 ปีบ้านเลขที่ 131 หมู่ 7 ตำบลซับสีทอง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ 3.นางสุริยงค์ ทศลา อายุ 33 ปี บ้านเลขที่ 112 หมู่ 7 ตำบลซับสีทอง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ 4.นายประสิทธิ์ สอยโว อายุ 33 ปีบ้านเลขที่ 184 หมู่ 7 ตำบลซับสีทอง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ 5.นายสุทธิ สอยโว อายุ 37 ปี บ้านเลขที่ 138 หมู่ 7 ตำบลซับสีทอง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ 6.นางทองล้วน พรหมบุตร อายุ 35 ปี บ้านเลขที่ 138 หมู่ 7 ตำบลซับสีทอง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ 7.นางสาวสุพรรณี สอยโว อายุ 32 ปี บ้านเลขที่ 113 หมู่ 7 ตำบลซับสีทอง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ได้เข้าพบนายเทพบัญชา เกตุวิเศษกูล จัดหางานจังหวัดชัยภูมิ เรื่องร้องทุกข์ที่ถูกนางสาววลัยลักษณ์ สงวนสิทธิ์ ชักชวนให้สมัครงานเพื่อไปทำงานในประเทศโปรตุเกส และมีนายเจตนา แพงพันทอง ร่วมดำเนินการเสียเงินค่าบริการและค่าใช้จ่ายคนละจำนวน 35,000 - 50,000 บาท รวมทั้ง 8 คน เป็นเงินประมาณ 4 แสนกว่าบาท
แต่ปรากฏว่าไม่สามารถจัดส่งไปทำงานตามที่ตกลงไว้และไม่คืนเงินค่าบริการฯ จึงขอให้ช่วยติดตามเงินค่าบริการฯคืนและดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวและผู้ที่เกี่ยวข้อง ทาง สนง.จัดหางานจังหวัดชัยภูมิ ได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า นางสาววลัยลักษณ์ สงวนสิทธิ์และนายเจตนา แพงพันทอง ไม่ได้เป็นผู้ได้รับอนุญาตจัดหางานให้คนงานไปทำงานในต่างประเทศ และไม่ได้จดทะเบียนเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของบริษัทจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศแต่อย่างใด การกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ.2537 มาตรา 91 ตรี ข้อหาหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศ
นางสาวปราณี สอยโว ได้เล่าว่า เมื่อก่อนตนเองและนางสาววลัยลักษณ์ สงวนสิทธิ์ เป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือมาด้วยกันหลังจากเรียนจบมาก็ไม่เคยเจอกันเลย พอดีมาได้เจอกันทางเฟสบุ๊ค ก็ได้ติดต่อสอบถามกันมาเรื่อยๆต่อมาได้มีการคุยเรื่องการไปทำงานที่ต่างประเทศโดยนางสาววลัยลักษณ์ ฯ บอกว่าตนเป็นผู้จัดหาคนงานไปทำงานที่ต่างประเทศถ้าต้องการไปให้หาเพื่อนไปด้วยแต่ไม่เกิน 7 คนโดยมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปคน 50,000 บาท โดยบอกว่าเริ่มแรกให้จ่าย 30,000 บาทหลังจากทำวีซ่าให้จ่ายให้ 20,000 บาท แล้วให้เตรียมเอกสารไปทำวีซ่า ประมาณ 45 วัน ก็จะได้วีซ่า ต่อมาประมาณ 1 เดือน ก็โทรบอกว่าวีซ่าเสร็จแล้วให้โอนเงินไปให้ โดยให้โอนไปที่บัญชีของนายเจตนา แพงพันทอง ตนและเพื่อนๆจึงโอนไปให้อีกคนละ 20,000 บาท ก็นัดให้ไปตรวจโรคโดยตกลงนัดให้ไปในวันที่ 4 ก.ค.ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ พอไปถึงก็ยังไม่ทำและให้ไปพักที่โรงแรมก่อน บอกว่า 4 โมงเย็นก่อนจึงจะพาไปตรวจโรคที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ หลังจากนั้นตนเองและเพื่อนนั่งรอที่โรงแรมไปจนถึง 6 โมงเย็นก็ไม่เห็นมารับไปตรวจโรคตามที่บอก จึงได้โทรศัพท์ไปหาก็ติดต่อไม่ได้แล้วมีการปิดเครื่อง เลยรู้ว่าถูกหลอกแล้ว จึงได้พากันเดินทางไปแจ้งความที่ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี สภ.คลองหลวงบอกให้ไปแจ้งความที่จังหวัดชัยภูมิ หลังจากนั้นตนและเพื่อนจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน วันที่ 5 ก.ค.จึงได้พากันเดินทางไปแจ้งความที่ สภ.เมืองชัยภูมิ ทาง จนท.ตำรวจบอกว่าคดีนี้ให้ไปแจ้งที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดชัยภูมิ ก่อนแล้วให้ทาง จนท.จาก สนง.จัดหางานจังหวัดชัยภูมิ จะเป็นผู้มากล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนและในวันนี้ 25 ก.ค. สนง.จัดหางานจังหวัดชัยภูมิได้มอบหมายให้นายธวัชชัย อุปนันท์ ตำแหน่งนักวิชาการแรงงานชำนาญการ เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชัยภูมิ ให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดพร้อมกับผู้เสียหายจำนวน 5 ราย ส่วนอีก 3 ราย ยังไม่สามารถเดินทางมาได้เนื่องจากเดินทางไปต่างจังหวัดยังไม่กลับมา ให้รายละเอียดต่อพนักงานสอบสวนและที่เหลือทาง จนท.ตรวจจะเรียกมาให้การต่อไป
ชาติชาย สงวนรัมย์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.ชัยภูมิ
