- 28 ก.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐ สถานการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลนครสกลนครขณะนี้ยังวิกฤติ และยังไม่มีทีท่าว่าน้ำจะลดลง มีระดับน้ำสูงบางจุด 2 เมตร ล่าสุดทราบว่าอ่างเก็บน้ำห้วยทราย( ขนาดกลาง)แตก ทำให้มวลน้ำมหาศาลไหลเข้าไปยังตัวเมืองสกลนครสมทบเพิ่มขึ้นมากจากเดิมที่มีอยู่ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ต่างอพยพขนข้าวของหนีน้ำกันวุ่น และพบรถยนต์ที่จอดอยู่ริมถนนถูกน้ำท่วมเสียหายหลายคัน ขณะเดียวกันเส้นทางเข้า-ออกยังตัวเมืองเทศบาลนครน้ำท่วมสูงรถยนต์ไม่สามารถวิ่งแล่นผ่านได้ ถูกตัดขาดสิ้นเชิงจึงต้องใช้เรือท้องแบนในการติดต่อหรือให้การช่วยเหลือ
ส่วนด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแม่ทัพภาคที่ ๒ สั่งให้มณฑลทหารบกที่ ๒๔ อุดรธานี นำกำลังทหารพร้อมรถยนต์ทหารและอุปกรณ์ต่างๆ สมทบกำลังทหารมณฑลทหารบกที่ ๒๙ สกลนคร นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานรัฐ เอกชน และมูลนิธิเมตตาธรรมสนธิร่วมกันให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ขณะนี้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งยังกังวลและหวั่นวิตกน้ำจะท่วมสูงขึ้นอีก สังเกตจากตอนนี้พบว่ายังมีฝนตกลงมาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญทุกเส้นทางถูกปิดผ่านเข้า-ออกไม่ได้เพราะถูกน้ำล้อมรอบตัวเมือง ผู้คนส่วนใหญ่อยู่เฉพาะภายในตัวเมืองเป็นที่บริเวณเนินสูง
ส่วนสนามบินพาณิชย์ขณะนี้ปิดให้บริการ และได้รับรายงานว่ารอจนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมลดลงและเข้าสู่ภาวะปกติจึงจะเปิดใช้งานขณะนี้ยังไม่กำหนด สำหรับเส้นทางที่ถูกน้ำท่วมไม่สามารถติดต่อไป-มาได้ และถนนถูกตัดขาด มี เส้นทางคำเพิ่ม – เต่างอย ทางหลวง ๒๓๓๙ เส้นทางศรีวิชา –เต่างอย และทางหลวง ๒๒๘๗ และโดยเฉพาะเส้นทางสายสกลนคร – อุดรธานี บริเวณหน้าปั้มน้ำมัน ป.ต.ท. ตำบลขมิ้น อ.เมือง สกลนครน้ำยังคงมีน้ำท่วมสูง รถเล็กไม่สามารถวิ่งแล่นผ่านไป-มาได้ อย่างไรก็ตามจังหวัดสกลนครได้ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว หลังจากเกิดปัญหาน้ำท่วมหนักและเสียหายบริเวณกว้าง ประชาชนต่างได้รับความเดือดร้อนหนัก ขณะนี้ได้เตรียมที่พักไว้พร้อมเพื่อรองรับการอพยพของประชาชน หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น
โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร กำชับทุกภาคส่วนให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ และเฝ้าระวังน้ำอาจท่วมสูงขึ้นอีก แต่เชื่อว่าหากไม่มีฝนตกลงมาซ้ำน้ำก็คงจะลดลงและเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะเดียวกันยังเกิดมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง และพบว่ายังมีกลุ่มเมฆฝนปกคลุมบนท้องฟ้าหนาแน่น แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ก็น่าจะคลีคลายดีขึ้นตามลำดับ
โดย ไมตรี แก้วบุญมี สกลนคร
