- 29 ก.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีที่ชาวบ้านใน อ. ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช รวมตัวกันก่อตั้งชมรมคนลุ่มน้ำปากพนังพึ่งพาตนเอง เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาคลื่นซัดกัดเซาะตลอดแนวชายฝั่งปากพนัง-หัวไทร ตั้งแต่ ต.แหลมตะลุมพุกไปทาง อ.หัวไทร ระยะทางกว่า 22 กม. โดยให้ก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่นแบบตะลุมพุกโมเดล ที่สามารถป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งได้เป็นอย่างดี พร้อมเรียกร้องทวงคืนที่ดินที่ถูกคลื่นกัดเซาะกลายเป็นส่วนหนึ่งของทะเลไปแล้ว หรือที่เรียกว่า “โฉนดทะเล” จนรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณก้อนใหญ่กว่า 2 พันล้านบาทให้กรมเจ้าท่า และกรมโยธาธิการและผังเมืองดำเนินการก่อสร้างแนวคนกั้นคลื่นตลอดแนวชายฝั่ง โดยได้เริ่มศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทำประชาพิจารณ์พร้อมเปิดประมูลการก่อสร้างเป็นช่วง ๆ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปี 2559 ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
(29 ก.ค.) นายบุญโชค ขำปราง นายก อบต.ปากพนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่าจนถึงขณะนี้บริษัทรับเหมาก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่นในท้องที่หมู่ 6 ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก ได้นำก้อนหินที่จะใช้ในการดับเรียงก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่นมาวางไว้ริมชายหาดเป็นบริเวณกว้าง แต่ยังไม่ดำเนินการก่อสร้างใด ๆ เลย ทั้ง ๆ ที่ระยะเวลาผ่านมาเกือบ 8 เดือนแล้ว ชาวบ้านเกรงว่าอีก 1 เดือนก็จะเข้าสู่ช่วงมรสุมบ้านเรือนและพื้นที่ของชาวบ้านจะต้องถูกคลื่นพัดถล่มพังเสียหายยับเยินอีกอย่างแน่นอน โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกองหินของบริษัทรับเหมาจะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าเดิมเนื่องจากคลื่นจากทะเลที่พัดเข้าหาฝั่งจะกระทบกับแนวกองหินและวนกัดเซาะบ้านเรือนและพื้นที่ด้านหลังราบเรียบเป็นหน้ากลองอย่างแน่นอน
นายบุญโชค ขำปราง ซึ่งประสบอุบัติได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาจนเอ็นร้อยหวายขาดเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดได้ยอมถ่อสังขารไปพบชาวบ้านและตรวจสอบสภาพปัญหาที่จะเกิดขึ้น โดยพบว่ามีชาวบ้านกว่า 20 คนมารวมตัวกันที่ร้านขายของชำด้านหลังแนวกองหินของบริษัทรับเหมา โดยทั้งหมดต่างเป็นห่วงสถานการณ์คลื่นยักษ์พัดถล่มแนวชายฝั่งในช่วงเดือนกันยายนเป็นต้นไป จึงขอให้ทางนายบุญโชค เร่งประสานงานติดต่อบริษัทรับเหมาและกรมเจ้าท่าให้เร่งดำเนินการก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่นในจุดที่เป็นชุมชนก่อนที่จะถึงมรสุม
นายบุญโชค กล่าวว่า พื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่ประสบภัยคลื่นยักษ์อย่างรุนแรง บ้าเรือนของชาวบ้านถูกคลื่นพัดถล่มจนพังเสียหายหลายสิบหลังที่ดินถูกคลื่นพัดกัดเซาะกลายเป็นทะเลไปบางส่วน ชาวบ้านต้องอพยพหลบหนีไปอยู่ตามบ้านญาติ เพิ่งกลับมาปรับปรุงซ่อมแซมบ้านและเข้าอยู่อาศัยได้ไม่ถึง 1 ปี ก่อนที่รัฐบาลจะอนุมัติงบก้อนใหญ่กว่า 2 พันล้านมาก่อสร้างแนวคันกันคลื่นที่เหลือตลอดแนวชายฝั่งปากพนัง นั้นตนได้ร้องของบฉุกเฉินจากกรมเจ้าท่าเพื่อก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่นแบบแหลมตะลุมพุกโมเดล ซึ่งทางกรมเจ้าท่าได้จัดสรรงบประมาณมาดำเนินการตามขั้นตอนและประมูลการก่อสร้างได้ผู้รับเหมาก่อสร้างเป็นเรียบร้อยแล้วคือบริษัทตากใบการโยธา จำกัด เพื่อทำการก่อสร้างในวงเงิน 36.33 บาท เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2559 สิ้นสุดระยะเวลาการก่อสร้างวันที่ 21 มิถุนายน 2561 รวมระยะเวลาก่อสร้าง 540 วัน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างแม้แต่น้อย มีเพียงการนำก้อนหินมาวางไว้ริมชายหาดนานกว่า 2 เดือนแล้ว แต่ไม่ได้เริ่มก่อสร้างใด ๆ ทั้งสิ้น
“ตนได้โทรศัพท์แจ้งให้กรมเจ้าท่าทราบทางกรมเจ้าท่ายืนยันว่าจะเร่งสั่งการให้บริษัทรับเหมาเร่งรีบเข้าไปดำเนินการก่อสร้าง แต่เรื่องก็เงียบหาย ในขณะที่การก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่นอีกช่วงหนึ่งในหมู่ 6 ต.ปากพนังฝังตะวันออก เช่นกันระยะทาง 840 เมตร บริษัทอีกบริษัทหนึ่งรับเหมาก่อสร้างดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเวลา 7 เดือน แต่ในจุดนี้แม้จะเหลือระยะเวลาอีก 11 เดือนแต่การก่อสร้างจะไม่แล้วเสร็จทันตามสัญญาอย่างแน่นอน ทางบริษัทผู้รับเหมาจึงพยายามเตะถ่วงให้เข้าสู่ช่วงมรสุมที่พื้นที่โดนคลื่นยักษ์พัดถล่มเพื่อเป็นข้ออ้างในการขอยืดระยะเวลาการก่อสร้างออกไปอีกระยะหนึ่ง การนำวัสดุหรือก้อนหินมากองไว้เป็นวิธีการของผู้รับเหมาที่จะได้เบิกเงินค่าก่อสร้างงวดแรกนับ 10 ล้านบาทไปก่อนนั้นเอง นอกจากนี้ยังนำก้อนหินมาถมปรับถนนทางเข้าในชุมชนทำให้ชาวบ้านขับรถเข้าออกอย่างยากลำบากอีกด้วย
นายก อบต.ปากพนังฝั่งตะวันออก กล่าวอีกว่า ภายในวันที่ 1 ส.ค. 2560 หากทางบริษัทรับเหมาก่อสร้างยังไม่ได้นำเครื่องจักรกลเข้ามาในพื้นที่เพื่อเริ่มก่อสร้าง ตนและชาวบ้านจะรวมตัวกันประท้วงกันในวันที่ 2 ส.ค. 2560 เพื่อเรียกร้องไปยังกรมเจ้าท่าและรัฐบาลเพื่อให้เร่งรัดดำเนินการก่อสร้างโดยเร็ว แม้จะไม่แล้วเสร็จทันช่วงหน้ามรสุมในอีก 1 เดือนข้างหน้า แต่อย่างน้อยให้นำแนวกองหินที่วางริมชายหาดออกไปก่อนป้องกันคลื่นพัดถล่มวนแนวกองหินเข้ากัดเซาะบ้านเรือนและที่ดินของชาวบ้าน นายบุญโชค กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการตรวจสอบการก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่นในจุดอื่น ๆ ทั้งในพื้นที่ ต.บางพระ ต.ท่าพญา ต.บ้านเพิ่ง และ ต.ขนาบนาค ตามงบประมาณกว่า 2 พันล้าน ซึ่งหลายช่วงยังอยู่ระหว่างการดำเนินการทำประชาพิจารณ์และประกาศประมูลการก่อสร้าง แต่ 4-5 ช่วงได้มีการศึกษาผลกระทบและทำประชาพิจารณ์และประมูลงานได้บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้นปี 2560 แต่การก่อสร้างยังล่าช้าและมีการแอบแก้ไขแบบก่อสร้างเพื่อประโยชน์แก้ผู้รับเหมา รวมทั้งความไม่ชอบมาพากลหลายประการ ที่สำคัญในพื้นที่ ต.ท่าพญา และ ต.ขนาบนาค สร้างกรมทางหลวงได้ดำเนินการก่อสร้างแนวคันคันคลื่นชิดชอบถนนด้านติดชายฝั่งทะเล (ทิศตะวันออก) ซึ่งเป็นการก่อสร้างซ้ำซ้อนเนื่องในระยะทาง 4-5 กม.จากตลอดแนวดังกล่าวทางกรมเจ้าท่า ได้ดำเนินการก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่น 2 ช่วงอยู่แล้ว ช่วงแรกใน ต.ขนาบนาค ระยะทาง 2.250 กม. งบประมาณ 111.4 ล้านบาท ซึ่งในช่วงนี้แต่เดิมมีการก่อสร้างแนวกำแพงเสาเข็มห่างจากถนนประมาณ 10 เมตร ช่วงที่ 2 ระยะทาง 2.225 เมตร งบประมาณ 72.6 ล้านบาทเศษ แต่ทางกรมทางหลวงเพิ่งมาอนุมัติและดำเนินการก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่นริมถนนแบบหินทิ้ง (ไม่มีการดับเรียง) ห่างจากแนวก่อสร้างของกรมเจ้าท่า และกรมโยธาธิการเพียงแค่แนวกำแพงเสาเข็มกว้างแค่ 25 ซ.ม.ขวางไว้เท่านั้น ในจุดดังกล่าวเท่ากับมีแนวกั้นคลื่นซ้อนกันถึง 3 แนวจึงเป็นการก่อสร้างที่ซ้อนและสิ้นเปลืองงบประมาณของรัฐโดยเปล่าประโยชน์อย่างชัดเจน
นายไพโรจน์ รัตนรัตน์ กรรมการชมรมคนลุ่มน้ำปากพนัง และแกนนำทวงคืนโฉนดทะเล กล่าวว่าชาวบ้านร้องร้องของบประมาณมายาวนาน 40 ปี จนมาถึงรัฐบาลนี้อนุมัติงบประมาณกว่า 2 พันบ้านให้กรมเจ้าท่า และกรมโยธาธิการดำเนินการก่อสร้าง จู่ ๆ วันดีคืนดีกรมทางหลวงเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองก็มีงบประมาณเหลือใช้จึงทำการก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่นด้วยในระยะทาง 4-5 กม.และเร่งดำเนินการชนิดหามรุ่งหามค่ำโดยการนำหินขนาดใหญ่มาทิ้งเป็นแนวตามร่องคูถนนเดิมโดยไม่ได้ดับเรียงหินแต่อย่างใด สามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 2-3 เดือนเท่านั้น เป็นการดำเนินการซ้ำซ้อนสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ
“ การดำเนินการของกรมทางหลวงไม่ได้ดำเนินการศึกษาผลกระทบ ทำประชาพิจารณ์ ประกาศจัดซื้อจัดจ้าง ไม่มีป้ายชี้แจงรายละเอียดระยะทาง ระยะเวลา และงบประมาณดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งในการดำเนินการทั้งในส่วนของกรมทางหลวง กรมเจ่าท่า และกรมโยธาธิการและผังเมือง มีข้อสงสัยหลายประการเข้าข่ายการทุจริตคอรัปชั่น ทางคณะกรรมการชมรมคนลุ่มน้ำปากพนังพางพาตนเอง ซึ่งเป็นผู้เรียกร้องในเรื่องนี้ใสตั้งแต่ต้นจะรวมกันตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลดังกล่าวในวันที่ 2 ส.ค. 2560 เช่นกัน และเรียกร้องให้รัฐบาลที่มีโนยายหลักในการแก้ไขปัญหาทุจริต ฯตรวจสอบความมี่ชอบมาพากลในเรื่องนี้ด้วย”นายไพโรจน์ รัตนรัตน์ กล่าวในที่สุด.
ภาพ/ข่าว นวรัตน์ อินทศิลา ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช
