- 01 ส.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีที่นางอมรรัตน์ หรือมร วัฒนุวรรณ อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 49/6 หมู่ 2 ต.บางรูป อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช นำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ หัวหน้า คสช.ผ่านศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช หลังได้รับความเดือดจากนายทุนมาเฟียเจ้าของโรงงานผลิตยางแผ่นในพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทำเอกสารหลักฐานเท็จฮุบที่ดิน สปก.เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่เศษ ในท้องที่บ้านหนองหรั่ง หมู่ 2 ต.บางรูป อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ไปก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย โดยอ้างว่าเป็นอ้างเก็บน้ำช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งของหมู่บ้าน โดยได้รับเงินหาจต่อสู้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมในเรื่องนี้
(1 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องที่เกิดขึ้นและให้รายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้เพื่อทางกระทรวงมหาดไทยจะได้รายงานให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีทราบต่อไป ซึ่งนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มอบหมายให้นายสกล จันทรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องทั้งหมด โดยเมื่อวานนี้ ( 31 ก.ค.) นายสกล จันทรักษ์ ได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยนางอรสา อุตรนะ นิติกรสำนักงาน สปก.นครศรีธรรมราช นายวิสฺษฐ์พล สุรัติรางคกุล ผอ.ส่วนทรัพยากรธรรมชาติ สำนักงานสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนครศรีธรรมราช นางจีรภา รอดเพชร หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันจังหวัดนครศรีธรรมราช นำเอกสารหลักฐานเข้าพบเพื่อชี้แจงพร้อมรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นและแถลงข่าวชี้แจงกับสื่อมวลชนต่อไป
นายสกล จันทรักษ์ กล่าวว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าที่ดินแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่ 30 ไร่เศษ ซึ่งทางสปก.มีการเข้าไปสำรวจและรังวัดเพื่อออกเอกสาร สปก.ผู้ครอบครองทำกินคือนางลับ แม่ของนางอมรรัตน์ ผู้ร้อง แต่ต่อมาทาง สปก.และทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้เข้าไปตรวจสอบพบว่าที่ดินแปลงดังกล่าวรวมทั้งบริเวณใกล้เคียงไม่เหมาะที่จะออก สปก.ให้กับประชาชนเพราะบางส่วนเป็นพื้นที่น้ำท่วมขัง จึงทำเรื่องส่งคืนที่ดินให้กับป่าไม้ ดังนั้นนั้นพื้นที่ดังกล่าวไม่เกี่ยวของกับ สปก.แต่อย่างใด และทราบว่าแม่ของนางอมรรัตน์ ผู้ร้องมี ส.ค. 1 ที่ออกเมื่อปี 2498 เป็นหลักฐานยืนยันการครอบครองทำกินมาก่อนที่จะมีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ ดังนั้นเมื่อแม่ของนางอมรรัตน์ โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวมาให้กับนางอมรรัตน์ นางอมรรัตน์ สามารถมายื่นขอออกโฉนดที่ดินกับสำนักงานที่ดินได้เลย
อย่างไรก็ตามในการตรวจสอบพบว่าปัญหาเกิดจากทาง สปก.เคยเข้าไปตรวจสอบรังวัดและออกเอกสารสิทธิ์ให้กับชาวบ้านในพื้นที่หลายราย และนำหลักมุด สปก.เข้าไปปักไว้เป็นหลักฐาน ทำให้นางอมรรัตน์ เข้าใจว่าทาง สปก.ไม่ให้ความเป็นธรรมโดยออกเอกสารสิทธิ์ สปก.ให้ชาวบ้านข้างเคียงได้ แต่กลับไม่ยอมออกให้นางอมรรัตน์ ในข้อเท็จจริงพื้นที่ที่บริเวณนั้นทั้งหมดทาง สปก.จะมีคำสั่งเพิกถอน สปก.และคืนพื้นที่ให้กับป่าไม้ พร้อมดำเนินการถอิดหลักมุด สปก.ที่ปักแสดงอยู่ในพื้นที่ออกทั้งหมด แต่การดำเนินการของ สปก.อาจจะล่าช้าจนทำให้นางอมรรัตน์ ผู้ร้องอาจจะเข้าใจผิดว่า สปก.กลั่นแกล้งไม่ยอมออกเอกสารสิทธิ์ สปก.ให้ตัวเอง
ส่วนกรณีที่เจ้าของโรงงานผลิตยางแผ่นเข้ามาทำโครงการอ่างเก็บน้ำหมู่บ้านเพื่อช่วยเหลือภัยแล้งและสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียในพื้นที่ของนางอมรรัตน์ นั้นไม่มีการดำเนินการตามโครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลตามที่อ้างแต่อย่างใด ทางเจ้าของโรงงานอ้างว่าซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาจากญาติของนางอมรรัตน์ เมื่อนางอมรรัตน์ ไม่ยอมทำให้เกิดความขัดแย้งกับเจ้าของโรงงานผลิตยางแผ่นมาตลอด แต่จากการตรวจสอบพบว่าโรงงานผลิตยางแผ่นดังกล่าวเปิดดำเนินการมานานนับ 10 ปี ในขณะที่อุตสาหกรรมจังหวัดนครศรีธรรมราชตรวจสอบล่าสุดพบว่าโรงงานดังกล่าวเป็นโรงงานเถื่อนไม่ได้ขออนุญาตดำเนินการให้ถูกต้อง และทราบว่าเจ้าของโรงงานอยู่ระหว่างการทำเรื่องขอนุญาติตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่หากพื้นที่ตั้งโรงงานและบ่อบำบัดน้ำเสียอยู่ในเขตป่าสงวนหรือในเขต สปก. ก็คงไม่สามารถดำเนินการตั้งโรงงานและขุดบ่อบำบัดน้ำเสียได้ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะตรวจสอบรายละเอียดอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่งและจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวอีกว่า ในวันที่ 1 ส.ค.2560 ตนจะเชิญนางอมรรัตน์ ผู้ร้อง พร้อมผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาพบเพื่อร่วมกันตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของกรอบกฎหมายที่ถูกต้องตามขั้นตอน ซึ่งข้อมูลที่นางอมรรัตน์ ผู้ร้องระบุว่ามือปืนที่รับจ้างฆ่ายกครัวตัวเองได้ภาพถ่ายนางอมรรัตน์ ผู้ร้องมาจาก สปก.นครศรีธรรมราชนั้น ทาง สปก.ยืนยันว่าไม่ได้มอบภาพถ่ายให้กับผู้ใด นางอมรรัตน์ อาจจะเข้าใจผิดก็ได้ ในเรื่องนี้ทาง สปก.จะเข้าแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เพราะหากเกิดการฆ่ากันตายตามที่นางอมรรัตน์ ระบุทางเจ้าหน้าที่ สปก.นครศรีธรรมราชอาจจะซวยไปด้วย สำหรับการที่นางอมรรัตน์ เคยแจ้งความกับตำรวจเมื่อปลายปี 2559 ว่าถูกเจ้าของโรงงานจ้างมือปืนตามฆ่ายกครัวนั้นทาง พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช จะเร่งสอบสวนดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเร่งด่วนเช่นกัน
ทางด้าน พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ ได้ตรวจสอบเรื่องการจ้างมือปืนฆ่ายกครัว ซึ่งนางอมรทิพย์ ผู้ร้องได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2559 โดยระบุชื่อผู้จ้างวานไว้ชัดเจนว่า มีปัญหากับสองผัวเมียเรื่องกับนายน้อย และนางนิด สองผัวเมีย โดยในช่วงที่นางอมรรัตน์ ออกไปกรีดยางพาราทักจะมีบุคคลมาวนเวียนเป็นประจำ จึงเกรงว่าสองผัวเมียคู่กรณีจะตามปองร้าย จึงมาแจ้งความลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐาน เพราะไม่เคยมีเรื่องทะเลาะกับผู้ใด หากเกิดเหตุร้ายขึ้นกับนางอมรรัตน์ จะต้องเป็นการกระทำของสองผัวเมียคู่กรณีอย่างแน่นอน เหตุเกิดที่หมู่ 2 ต.บางรูป อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช โดย พล.ต.ต.วันไชย จะเร่งให้พนักงานสอบสวนรวมรวบพยานหลักฐานดำเนินคดีกับสองผัวเมียคู่กรณีอย่างเร่งด่วนต่อไป
ในขณะที่เมื่อวานนี้ ( 31 ก.ค.) พล.ต.อาคม พงศ์พรหม ผบ.มทบ. 41 พ.ต.อ.มีชัย ไทรงาม หัวหน้ากองยุทธการ มทบ.41 พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง นายกฤษณะ ณ.พัทลุง นายอำเภอทุ่งใหญ่ พร้อมกำลังตำรวจทหารและฝ่ายปกครองได้เดินทางไปพบนางอมรรัตน์ หรือมร วัฒนุวรรณ ที่บ้านเลขที่ 49/6 หมู่ 2 ต.บางรูป อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช โดยพบว่าสภาพบ้านอยู่ในชนบทห่างไกล จนแทบไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ พบนางอมร หรือมร อยู่กับครอบครัว 6 คน ประกอบด้วยนางอมร สามี ลูก 2 คน และหลานอีก 2 คน ซึ่งนางอมร ได้นำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ พร้อมเล่าเรื่องราวรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่ฟังเหมือนกับที่เคยเปิดเผยกับสื่อมวลชน พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจและทหารเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 1 ส.ค. 2560 ที่ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช ก่อนเดินทางเข้าพบนายสกล จันทรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นางอมรรัตน์ หรือมร วัฒนุวรรณ กล่าวว่า ตนทราบว่าทาง สปก.อ้างว่าได้ตรวจสอบและคืนพื้นที่บริเวณดังกล่าวให้กับทางป่าไม้ไปแล้วเมื่อปี 2541 ซึ่งไม่เป็นความจริงเพราะมีการออกเอกสารสิทธิ์ สปก.ให้กับตนและชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงหลายสิบรายหลังปี 2541 ในปัจจุบันมีหลักมุดแนวเขตที่ดิน สปก.แต่ละรายปรากฏอยู่อย่างชัดเจน และชาวบ้านยังถือเอกสารสิทธิ์ สปก.อยู่ในมือ นอกจากนี้หลายรายนำเอกสารสิทธิ์ สปก.ไปขอกู้เงินจาก ธ.ก.ส. เอกสารหลักฐานอยู่ที่ ธ.ก.ส. จนถึงปัจจุบัน จนกระทั้งนายทุนเจ้าของโรงงานยางเข้ามากบุกรุกที่ สปก.ของตนอ้างว่าทำโครงการเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงขุดอ่างเก็บน้ำหมู่บ้านเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งในที่ดิน สปก.ของตน 20 ไร่ อ้างว่าได้งบประมาณของรัฐมาดำเนินการโดยมีการปักป้ายโครงการใหญ่โต ตนจึงไปร้อง สปก.เมื่อประมาณ ปี 2545 แต่แทนที่ สปก.จะช่วยเหลือกลับยึดเอกสารสิทธิ์ สปก.ของตนไป ก่อนจะอ้างว่ายกเลิก สปก.ที่ดินแปลงของตนจำนวน 20 ไร่ ตนจึงเหลือที่ดิน สปก.แค่ 10 ไร่ แบ่งให้น้องไป 3 ไร่ เหลือที่ดินทำกินในปัจจุบันจริง ๆ แค่ 7 ไร่เท่านั้น ดังนั้น สปก.ต้องการยกเลิก สปก.ในพื้นที่ของตนเพียงแค่20 ไร่เพียงเพื่อให้นายทุนทำบ่อบำบัดน้ำเสียเท่านั้น หาก สปก.อ้างว่าเป็นพื้นที่ไม่เหมาะสมในการทำ สปก.และจะยกเลิกทุกรายในละแวกเดียวกันทำไมผ่านมา 15 ปี จึงยังไม่ยกเลิกไม่ดำเนินการใด ๆ แม้แต่น้อย
“แต่หลังจากตนเดินทางเข้าร้องเรียนนายกรัฐมนตรีเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ทางนายทุนจึงเพิ่งนำรถไถมาไถรื้อป้ายโครงการทิ้ง เข้าใจว่าการแอบอ้างโครงการอ่างเก็บน้ำหมู่บ้านเพื่อแก้ภัยโดยได้รับงบประมาณจากทางราชการนั้นเป็นการอ้างขึ้นมาลอย ๆ เพื่อไม่ให้ตนและชาวบ้านคัดค้านหรือโวยวาย แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการทำบ่อบำบัดน้ำเสียโรงงานยางพาราเท่านั้น เมื่อเห็นว่าตนเดินหน้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับนายกรัฐมนตรี ทำให้นายทุนกลัวเรื่องจริงจะถูกเปิดโปง จึงรีบไถรื้อป้ายโครงการทิ้ง แต่ชาวบ้านในพื้นที่รวมทั้งผู้นำท้องถิ่นรับรู้เห็นกันทั้งนั้นและเป็นพยานได้”
นางอมรรัตน์ กล่าวว่า ตนไม่อยากให้ทางผู้หลักผู้ใหญ่ฟังแค่การชี้แจงของเจ้าหน้าที่ สปก.เพียงหน่วยงานเดียว เพราะเขาต้องชี้แจงในส่วนที่เป็นคุณกับตัวเอง ไม่มีใครยอมรับผิดชอบแน่ แต่ตอนที่ตนไปติดต่อประสานงานเจ้าหน้าที่แต่ละคนพูดอย่างไร มันคนละอย่างเป็นหนังคนละม้วนกับการชี้แจงในตอนนี้ ทำให้ดูเหมือนว่าไม่มีปัญหา หรือมีปัญหาเพียงเล็กน้อยและเกิดขึ้นเป็นเพราะตนไม่เข้าใจระเบียบกฎหมาย ทั้ง ๆที่ปัญหาทั้งหมดเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกับนายทุนจงใจทำเรื่องนี้ขึ้นมาเองเพื่อผลประโยชน์โดยมิชอบ หากไม่มีปัญหาใด ๆ ตนจะต่อสู้เรียกร้องมาอย่างยาวนานกว่า 15 ปีหมดเงินไป 4-5 แสนโดยไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหน หน่วยงานใดช่วยเหลือตนได้อย่างไร อยู่ดี ๆ ชาวบ้านธรรมดา ๆ อย่างตนจะหาเรื่องเดือดร้อน เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทำไม เรื่องนี้ตนเดิมพันด้วยชีวิต จึงอยากให้ตั้งคณะกรรมการที่เชื่อถือได้ขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ยืนยันว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างแน่นอน นางอมรรัตน์ กล่าวก่อนเดินทางเข้าพบนายสกล จันทรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ห้องทำงานบนศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราชต่อไป.
ภาพ/ข่าว ยุทธนะ เตมะศิริ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวทีนิวส์ ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช
