- 05 ส.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 5 ส.ค.2560 ที่สมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพา อ.คลองหาด จ.สระแก้ว นายกล้าณรงค์ พงษ์เจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เดินทางมาร่วมต้อนรับ พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร ประธานกรรมการพิจารณาศึกษาปรับปรุงพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ,นายพรศักดิ์ เจียรนัย สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กรรมการพิจารณร่าง พรบ.และคณะ ในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรชาวไร่อ้อย ครั้งที่ 4 จากกลุ่มสมาคมชาวไร่อ้อย ,กลุ่มสหกรณ์ชาวไร่้อ้อยเขตภาคตะวันออก ตัวแทนเกษตรกรในพื้นที่ จ.สระแก้ว และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 600 คน พร้อมทั้งมีการหยิบยกประเด็นการแก้ไขกฏหมายต่าง ๆ มาแสดงความเห็นและสอบถามกันอย่างกว้างขวาง
ทั้งนี้ ประเด็นการพิจารณาศึกษาปรับปรุง พรบ.อ้อยและน้ำตาลฯ ให้มีความเหมาะสมแก่ทุกฝ่าย สอดคล้องกับพันธกรณีและความตกลงภายในองค์การการค้าโลก ซึ่งสืบเนื่องจากประเทศบลาซิลได้ยื่นคำร้องต่อ WTO กล่าวหาว่ารัฐบาลไทยดำเนินมาตรการส่งออกและอุดหนุนภายในประเทศให้กับสินค้าประเภทน้ำตาล รวมถึงประกอบการเจรจาระงับข้อพิพาทเรื่องน้ำตาลทราย ภายใต้องค์การการค้าโลก ซึ่งการปรับโครงสร้างดังกล่าวอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล จะส่งผลให้มีการปรับแก้ระเบียบต่าง ๆ ปล่อยให้ราคาน้ำตาลลอยตัว และมีการอนุญาตให้สามารถนำเข้าได้ด้วย
พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร ประธานกรรมการพิจารณาศึกษาปรับปรุงพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และมติคณะรัฐมนตรี ในเรื่องแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทั้งระบบ พ.ศ.2558-2564 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยจะมีการแก้ปัญหาระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล ว่าด้วยการจดทะเบียนสถาบันชาวไร่อ้อย พ.ศ.2558 ชุมนุมสหกรณ์ที่มีสมาชิกน้อยกว่า 600 คน และมีปริมาณอ้อยที่เข้าหีบให้แก่โรงงานน้อยกว่าร้อยละ 55 ไม่สามารถจดทะเบียนเป็นสถาบันชาวไร่อ้อยได้ ส่งผลให้สิทธิต่าง ๆ ที่ชาวไร่้้้อ้อยมีอยู่เดิม ตามระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ว่าด้วยการจดทะเบียนสถาบันชาวไร่อ้อย (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2528 หมดสิ้นไป รวมถึงการปรับปรุงระเบียบการกำหนดอัตราค่าบำรุง วิธีชำระค่าบำรุง ให้สอดคล้องกับ พรบ.อ้อยและน้ำตาล พ.ศ.2527 ที่ใช้มานานกว่า 33 ปี พร้อมทั้งเสนอเป็นกฏหมายภายในเดือน ต.ค.60 นี้
นายมนตรี คำพล นายกสมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพา จ.สระแก้ว บอกว่า การจัดเวทีแสดงความคิดเห็นครั้งนี้ ทาง สนช.ต้องการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ความเห็น คำแนะนำ หรือเอกสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพื่อเสนอรายงานพิจารณาศึกษานี้ ต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สำหรับพิจารณากำหนดกรอบระยะเวลา การดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ระหว่าง 14 มิ.ย.-11 ก.ย.2560 ทั้งนี้ ประเด็นคำถามที่ สนช.ต้องการให้ชาวไร่อ้อยแสดงความเห็น เช่น การนำอ้อยไปผลิตเป็นน้ำตาลทรายแล้ว ยังสามารถนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นได้ด้วย , ผลพลอยได้จากการนำกากอ้อย กากตะกอนกรอง ไปสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับโรงงาน ,ราคาอ้อยขั้นต่ำและกองทุนจ่ายเงินชดเชย ,การกำหนดโควต้าน้ำตาลทราย, ระเบียบต่าง ๆ และการจัดตั้งสถาบันชาวไร่อ้อย เป็นต้น
โดยบรรยากาศการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของสภานิติบัญญัติแห่งชาติครั้งนี้ มีเกษตรกรชาวไร่้้อ้อยลุกขึ้นแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล กระทรวงอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิวุฒิสภา สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังด้วย เนื่องจากรัฐธรรมนูญใหม่ ระบุว่า การแก้กฏหมายจะต้องถามความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น่ ชาวไร่อ้อย ,โรงงาน และผู้บริโภค ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ,กำแพงเพชร ,กาญจนบุรี และสระแก้วเป็นจังหวัดสุดท้าย
นายบำเพ็ญ นะภา เกษตรกรชาวไร่อ้อยรายใหญ่ใน จ.สระแก้ว กล่าวว่า กฏเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา ทำให้เกิดระบบผูกขาด จากชาวไร่กลายเป็นลูกไร่ และเป็นทาสของโรงงาน ระเบียบส่วนใหญ่ออกมาปกป้องผลประโยชน์ของนายทุน ทำให้ที่ผ่านมาชาวไร่ต้องรวมตัวกันกว่า 700 คนเพื่อยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อยกเลิกระเบียบต่าง ๆ เช่น ระยะห่างโรงงาน 80 กม. ซึ่งมีการแก้ัไขเป็น 50 กม.ซึ่งเอื้อนายทุันเพื่อผูกขาดชัดเจน จึงต้องการให้มีการยกเลิกเพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม ซึ่งมีชาวบ้านยกมือรับรองสนับสนุนและปรบมือเสียงดัง
ส่วนนายณัฐวรพล อาศัยราษฏร์ ชาวไร่อ้อยในพื้นที่ อ.เขาฉกรรจ์ และนายมนัส เสือน้อย ชาวไร่อ้อยพื้นที่ใกล้เคียง กล่าวลักษณะเดียวกันว่า ต้องการให้มีการกำหนดคำว่่า ผลพลอยได้ รวมถึง กากน้ำตาล กากตะกอนรวม กากชานอ้อยและอื่น ๆ ที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับโรงงานและทำให้โรงงานมีรายได้เพิ่มเติม เช่น นำไปทำปุ๋ยชีวภาพ โรงไฟฟ้าชีวมวล หรือเอทานอล ทำให้โรงงานมีรายได้เพิ่มเติม ซึ่งควรเป็นรายได้ัเพิ่มเติมของเกษตรกรด้วย อย่างไรก็ตาม มีการหยิบยกประเด็นต่าง ๆ เสนอเข้าสู่ สนช.ด้วยอีกหลายประเด็นเช่น การเปิดโอกาสให้มีโรงงานจาก 1 แห่งเป็น 2-3 แห่ง เพื่อแก้ปัญหาการผูกขาด ,การจัดตั้งสถาบันชาวไร่อ้อยที่ควรมี 1 สถาบน ต่อ 1 โรงงาน เพื่อยุติความแตกแยก ,หรือไม่เห็นด้วยกับการกำหนดบทลงโทษสำหรับชาวไร่อ้อย เป็นต้น
ภาพ//ข่าว// ยุทธนา พึ่งน้อย
