โคราชปัดฝุ่นโครงการผันน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.สระบุรี  มาเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา  เตรียมนำเสนอ ครม.สัญจร

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นาย กิตติพงษ์ พงษ์สุรเวท รองประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ได้เปิดเผยถึงโครงการผลันน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.สระบุรี มาที่ เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา ว่า เป็นโครงการที่ชลประทาน ได้ทำการศึกษามานานแล้ว และเนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคอง ของจังหวัดนครราชสีมา ปัจจุบันลดลงมาทุกปี ที่ผ่านมาเขื่อนลำตะคองแห่งนี้ไม่เคยมีปริมาณน้ำถึง 200 ล้านลูกบาศก์เมตร์ ขณะที่เขื่อนลำตะคองสามารถเก็บกักน้ำได้มากถึง 314 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ที่ผ่านมามีปริมาณน้ำในเขื่อนเพียง 100 กว่า ลูกบาศกืเมตรเท่านั้น ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชนในจังหวัดนครราชสีมา เป็นอันมาก

 

โคราชปัดฝุ่นโครงการผันน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.สระบุรี  มาเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา  เตรียมนำเสนอ ครม.สัญจร

ด้วยเหตุดังกล่าวทางหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา จึงได้เล็งเห็นว่า จะทำให้เกิดปัญหากับภาคเศรษฐกิจในพื้นที่เนื่องจากน้ำไม่เพียงพอ รวมทั้งการเกษตรเองก็จะได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากไม่สามารถทำการเกษตรได้ รวมทั้งน้ำที่ต้องใช้เป็นต้นทุนของการอุปโภคบริโภคด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีโครงการดังกล่าวมาแก้ปัญหานี้ ซึ่งที่ผ่านมาหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ได้พยายามผลักดันแนวทางเสนอไปยังจังหวัดนครราชสีมาไปจนถึงรัฐบาล เพราะเห็นว่าโครงการดังกล่าวจะมีประโยชน์มาก และทางเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เองก็มีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ 900 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่มีปริมาณน้ำในเขื่อนมากกว่า 1,300 – 1,400 ล้านลูกบาศก์เมตร ทุกปี ดังนั้นหากเรานำเอาปริมาณน้ำที่เกินมาเติมในเขื่อนลำตะคอง โดยกรมชลประทานคาดว่าจะนำน้ำมาเติมประมาณ 140 ล้านลูกบาศก์เมตร ระยะเวลา 4 เดือนในช่วงฤดูฝนเท่านั้น ซึ่งหากรวมกับปริมาณน้ำที่มีอยู่ในเขื่อนลำตะคอง ก็จะทำให้ปริมาณน้ำมีเพียงพอต่อการดำเนินการ ด้านเศรษฐกิจ การเกษตรและอุตสาหกรรม ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ได้อย่างแน่นอน

และจากการศึกษาสำรวจ พบว่าหากมีการผันน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.สระบุรี มาที่ เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา ซึ่งมีระยะทางประมาณ 65 กิโลเมตร คาดว่าจะใช้งบประมาณ จำนวน 4,200 ล้านบาท ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้มีการผลักดันโดยจะนำเสนอกับรัฐบาล ในโอกาสที่จะมาประชุม ครม. สัญจร ที่จังหวัดนครราชสีมา แต่สิ่งที่กรมชลประทานต้องการก่อนคืองบประมาณในการศึกษาเกี่ยวกับผละกระทบกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากบางช่วงที่ผันน้ำผ่านมาเขื่อนลำตะคอง เป็นเขตพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการศึกษาประมาณ 1 ปี จึงจะสามารถดำเนินการได้ และเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาได้ทั้งหมด แม้ว่าในปัจจุบันจังหวัดนครราชสีมา จะมีแหล่งน้ำจากเขื่อนลำแช่ะมาช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำได้ก็เป็นระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ที่สำคัญระยะทางอยู่ห่างไกลมาก ปริมาณน้ำก็มีน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ดังนั้นทุกภาคส่วนจึงคาดหวังว่ามากที่จะนำเสนอต่อ ครม.สัญจร ที่จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 22-23 สิงหาคม 60

โคราชปัดฝุ่นโครงการผันน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.สระบุรี  มาเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา  เตรียมนำเสนอ ครม.สัญจร

นาย กิตติพง ฯ ยังกล่าวต่ออีกว่า สำหรับพื้นที่ที่จะได้รับประโยชน์จากการผันน้ำจาก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.สระบุรี มาที่เขื่อนละตะคอง จ.นครราชสีมา นอกจากในพื้นที่ลำตะคองแล้วยังสามารถเชื่อมไปยังลำน้ำมูลได้ ดังนั้นหลายจังหวัดในภาคอิสานก็ได้รับประโยชน์จากการผันน้ำนี้ด้วย ส่วนโครงการแก้มลิงที่ลำเชียงไกร ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณให้มา 600ล้านบาท ก็ทำได้ในระดับหนี่ง แต่หากมีการทำเพิ่มขึ้นอีกก็จะสามารถเก็บกักน้ำได้มาก ส่วนกรณีที่มีความเป็นห่วงว่าจะเป็นการแย่งน้ำมาจากจังหวัดสระบุรี หรือไม่นั้น ตรงนี้ทางกรมชลประทานเองก็ได้ชี้แจงมาว่า ไม่ได้เป็นการแย่งน้ำแต่อย่างใด เพราะเป็นการเอาน้ำที่เหลือในแต่ละปีที่ต้องพร่องน้ำและจะต้องระบายออกจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งรวมไปถึงน้ำของพื้นที่กรุงเทพฯด้วย เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จึงไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากการผันน้ำนี้เลย เพราะเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะเก็บกักน้ำ 900 ล้านลูกบาศก์เมตร ต่อปีเท่านั้น แต่ปริมาณน้ำในแต่ละปีมีมากถึง 1,300 – 1,400 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้นการผันน้ำมาเพียง 150-200 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงไม่ได้รับผลกระทบ

โคราชปัดฝุ่นโครงการผันน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.สระบุรี  มาเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา  เตรียมนำเสนอ ครม.สัญจร

โคราชปัดฝุ่นโครงการผันน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.สระบุรี  มาเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา  เตรียมนำเสนอ ครม.สัญจร

ภาพ/ข่าว ไพฑูรย์ คาบพิมาย ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครราชสีมา