- 20 ส.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีที่มีข่าวว่ากระทรวงสาธารณสุข(สธ.)โดยคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ คัดเลือกให้ อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่ได้รับอนุญาตให้ปลูกพืชกระท่อม ซึ่งพื้นที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ในเขตตำบลน้ำพุ อ.บ้านนาสาร เพียงตำบลเดียว โดยผู้นำท้องถิ่นทั้ง อบต.กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้นำเสนอข้อมูลให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงาน ปปส.และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ม.อ.)ร่วมบูรณาการเข้ามาดำเนินการวิจัยพืชกระท่อมมีคุณสมบัติเป็นคุณหรือเป็นโทษหรือไม่อย่างไรจนมีผลวิจัยพบคุณสมบัติมีคุณสามารถนำสารไปสกัดเป็นตัวยาได้ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุด นายพิสุทธิ์ เจริญฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันปราบปรามยาเสพติดภาค 8 (ปปส.ภาค8) เปิดเผยว่า สำนักงาน ปปส.ได้ดำเนินโครงการศึกษาวิจัยเพื่อสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลพืชกระท่อมพื้นที่นำร่อง จำนวน 6 หมู่บ้านใน ต.น้ำพุ อ.บ้านนาสาร เท่านั้น จำนวน 1,200 ต้น เพื่อศึกษาขั้นตอนและรูปแบบการทดลองควบคุมพืชกระท่อมโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน แต่อย่างไรก็ตามพืชกระท่อมในพื้นที่โครงการวิจัยยังคงมีสถานะเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 แต่อนุโลมให้สามารถเคี้ยวใบสดได้เท่านั้น โดยมีข้อกำหนดห้ามปลูกเพิ่ม ห้ามมีการพกพา รวมถึงห้ามซื้อขายและแปรรูปต่างๆ
นายพิสุทธิ์ กล่าวอีกว่าที่ผ่านมามีปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย เพราะเมื่อมีการจับกุมจะมีการอ้างว่าเคี้ยวใบกระท่อมเพื่อเป็นยา จึงได้หาข้อสรุปจากการวิจัยเพื่อใช้เป็นแนวทางกลไกและกระบวนในการทดลองรูปแบบควบคุมพืชกระท่อมแบบมีส่วนร่วมของชุมชน ประกอบกับรัฐบาลได้เล็งเห็นถึงปัญหา จึงได้จัดทำโครงการแก้กฎหมายตามพระราชบัญญัติ(พรบ.)ยาเสพติด เพื่อผ่อนปรนความเป็นอาญาโดยอาจจะต้องมีการปรับแก้ประมวลกฎหมายอาญา เฉพาะเรื่องเจตนา
อย่างไรก้ตามในส่วนของผลบังคับใช้ หรือจะมีการแก้กฎหมายหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับผลการวิจัยและประโยชน์จากใบกระท่อมที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(มอ.)กำลังทำวิจัยอยู่ในตอนนี้ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ ปปส.ภาค 8 ลงตรวจสอบขึ้นทะเบียนจำนวนต้นกระท่อม โดยได้รับอนุญาตจากสำนักงานอาหารและยา(อย.)เพื่อครอบครองในพื้นที่ 6 หมู่บ้าน ใน ต.น้ำพุ ให้ทำการวิจัยระยะที่ 1 ปี 2560 สิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค.60และส่วนระยะที่ 2 ปี 2561 จะต้องขออนุญาตจาก อย.ก่อนเช่นกัน
ภาพ/ข่าว เจนจิรา ศรีวิรักษ์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค ทีนิวส์ จ.สุราษฏร์ธานี
