- 21 ส.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันที่ 21 สิงหาคม 2560 ที่บ้านท่าเรือ หมู่ที่ 1 ต.วังวน อ.กันตัง จ.ตรัง นายกมล ประเสริฐกุล นายอำเภอกันตัง เปิดงานวันอนุรักษ์หอยตลับหรือหอยปะ ซึ่งคณะกรรมการหมู่บ้านจัดขึ้นเป็นปีแรก เพื่อเผยแพร่แหล่งท่องเที่ยวซึ่งเป็นอันซีนแห่งใหม่ใน จ.ตรัง ที่มีความแปลกคือบริเวณชายหาดส่วนที่เป็นสันหลังมังกรหรือทะแลแหวกหน้าหมู่บ้าน จะมีหอยตลับหรือหอยปะจำนวนมาก ให้ชาวบ้านไปเก็บด้วยมือเปล่าทุกวันโดยไม่มีวันหมด และเป็นแหล่งที่พบหอยตลับมากที่สุดใน จ.ตรัง ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่าง 3 อำเภอคืออำเภอย่านตาขาว อำเภอกันตังและอำเภอปะเหลียน ซึ่งสันหลังมังกรที่อื่นจะพบปลาดาวและปูลมจำนวนมาก แต่สันหลังมังกรที่บ้านท่าเรือจะหอยตลับจำนวนมากแทน และเป็นแหล่งที่พบหอยตลับมากที่สุดใน จ.ตรัง ซึ่งชาวบ้านท่าเรือได้วางกติกาเอาไว้ว่า ห้ามจับลูกหอยตัวเล็กขึ้นมา ห้ามใช้คราดหรือเครื่องมือชนิดอื่นที่ทำลายล้างในรัศมี 3 กิโลเมตร เพื่อให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของหอยตลับ แต่ชาวบ้านทั้งในตำบลวังวนและตำบลอื่น ๆ สามารถไปเก็บมาขายได้ทุกวันหลังน้ำลงต่ำสุด โดยขายในราคากิโลกรัมละ 15 บาทและมีพ่อค้าเดินทางมารับซื้อถึงในหมู่บ้าน
และเนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติที่ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์ทำให้หอยตลับแพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะชาวบ้านท่าเรือจำนวน 160 หลังคาเรือน มีรายได้เสริมจากการหาหอยตลับเกือบ 50 หลังคาเรือน หรือตกเดือนละไม่ต่ำกว่า 4,000-5,000 บาท ซึ่งหอยตลับนำมาปรุงอาหารได้ทุกชนิด รสหวาน เหนียวนุ่มและตัวใหญ่ ซึ่งการจัดงานวันอนุรักษ์หอยตลับในครั้งนี้ เพื่อเผยแพร่ของดีในอำเภอกันตังหวังเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวชมได้ตลอดทั้งปี ส่วนผู้ที่สามารถเก็บหอยตลับตัวใหญ่ได้มากที่สุดในเวลา 20 นาที น้ำหนัก 8 กิโลกรัมได้รับรางวัลพัดลมดอกใหญ่ไปครอง คือ นายสมญา หัตถสุวรรณ อายุ 34 ปีชาวบ้านหมู่ 1 บ้านท่าเรือ ต.วังวน รองชนะเลิศได้หอยน้ำหนัก 7.50 กิโลกรัมคือนายสมชาย สุวรรณรัตน์และนายเตี้ยม หนูช่วย ได้หอยน้ำหนัก 7.00 กิโลกรัม ซึ่งทั้งสามคนเป็นชาวบ้านท่าเรือ ต.วังวน อ.กันตัง
ด้านนายอนุวัฒน์ แซ่อุ้ย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 บ้านท่าเรือกล่าวว่า หอยตลับที่นี่มีมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษและชาวบ้านรุ่นต่อมาได้ช่วยกันอนุรักษ์ไว้ ซึ่งจะมีมากในช่วงเดือนมกราคม-เมษายนของทุกปี โดยมีราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 15 บาท และมีแนวอนุรักษ์ประมาณ 2-3 กิโลเมตรจากหมู่บ้าน
ภาพ/ข่าว สุนิภา หนองตรุด ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.ตรัง
