- 21 ส.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
นายอำเภอบ้านนาสารจังหวัดสุราษฎร์ธานีออกมายันว่าพืชกระท่อมยังถือเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ส่วนการครอบครองต้นกระท่อมที่ปลูกอยู่แล้วในพื้นที่ 6หมู่บ้านของตำบลน้ำพุ ประมาณ 1,500 ต้นทางเจ้าหน้าที่ ปปส.ได้ดำเนินการจัดทำทะเบียนประวัติ และบาโค้ตเพื่อทำการวิจัยผลดีผลเสียของมหาวิทยาลัย 2 แห่งและออกมาตรการควบคุมเข้มห้ามมีการนำไปจำหน่ายแต่อนุญาตให้กินได้ในครัวเรือน เพราะเป็นวิถีชีวิตของชมชุน
จากกรณีเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา นพ.เกียรติภูมิ วงศ์จิตร รองปลัดกระทรวงสาธารสุข (สธ) ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษได้ออกมาเปิดเผยว่า พืชกระท่อมยังถือว่าเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ห้ามปลูกห้ามจำหน่าย ยกเว้นบางกรณี ต้องมาขอกับรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณะสุข (สธ) ซึ่งขณะนี้ได้มีการอนุญาตในบางพื้นที่ของอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีการปลูกกระท่อมได้บ้านละ 3 ต้น โดยมีเจ้าหน้าที่คอยควบคุม พร้อมระบุว่าการอนุญาตนั้นเนื่องจากวิถีชาวบ้าน แต่ก็ยังไม่ได้เป็นการอนุญาตเปิดกว้างแต่อย่างใด เรื่องดังกล่าวเป็นที่สนใจจากประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เป็นอย่างยิ่งเนื่องจากพืชกระท่อมเป็นพืชที่อยู่คู่กับประชาชนทางภาคใต้มาช้านาน บางจังหวัดก็นำมากินคู่กับกาแฟในช่วงเช้า และการอนุญาตให้มีการปลูกและครอบครองในบางพื้นที่ของอำเภอบ้านนาสารของจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้สร้างความสับสนและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันเป็นอย่างกว้างขวาง
นายบรรเจิด สาริพัฒน์ นายอำเภอบ้านนาสารกล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ ปปส.ภาค 8 ได้จัดทำบัญชีประวัติและดำเนินการติดบาโค้ตที่ต้นกระท่อมจำนวน 1,500 ต้นเศษในพื้นที่ 6 หมู่บ้านของตำบลน้ำพุ เพื่อให้คณะทำงานจากมหาวิทยาลัย 2 แห่งที่ประกอบด้วยคณะอาจารย์จาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ) และคณะอาจารย์จาก มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรวิทยาลัยดำเนินการจัดเก็บตัวอย่างและเก็บประวัติของประชาชนในพื้นที่ตำบลน้ำพุจำนวนกว่า 5,000 คนหรือกว่า 1,800 ครัวเรือน เพื่อไปทำการวิจัยเกี่ยวกับพืชกระท่อมว่ามีผลดีผลเสียอย่างไรกับประชาชน ตามความเชื่อของชุมชนว่ากินเคี้ยวใบพืชกระท่อมสามารถเป็นยารักษาโรคได้และช่วยให้มีแรง มีกำลังทำงานกลางแดด ในส่วนการควบคุมทางเจ้าหน้าที่ได้มีการออกมาตรการเข้มในการดูแลและเข้าตรวจสอบทุกระยะเพื่อป้องกันดูแลไม่ให้มีการลักลอบขนย้ายออกไปจำหน่าย และในขณะเดียวกันผู้นำชุมชนกำนันผู้ใหญ่บ้านและอาสาสมัครและชุมชนได้ใช้ประชาคมหมู่บ้านดูแลกันเอง โดยไม่มีการปลูกใหม่ขึ้นมาบ้านไหนมีต้นกระท่อมที่ปลูกอยู่แล้วเท่าไรก็ขอให้มีเท่านั้น แต่ต้องไม่เกินครัวเรือนละ 3 ต้น ห้ามมีการขนย้ายหรือลักลอบออกจำหน่ายหรือซื้อขายกัน ผู้ที่ครอบครองสามารถใช้กินขบเคี้ยวได้อย่างเดียว เนื่องจากพืชกระท่อมยังเป็นยาเสพติดประเภทที่ 5
นายบรรเจิดยังระบุยืนยันว่าในพื้นที่อำเภอบ้านนาสารมีพื้นที่ 6 หมู่บ้านของตำบลน้ำพุเป็นพื้นที่นำร่องการวิจัยของโครงการพืชกระท่อม ตามสิบโทสงคราม บัวทอง กำนันตำบลน้ำพุ ที่ได้เสนอขอใช้ต้นกระท่อมที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ตำบลน้ำพุเป็นพื้นที่ทำการวิจัยพืชกระท่อมต่อ ปปส. ต่อมาทาง ปปส.จึงได้เห็นชอบดำเนินการ แต่ไม่ได้มีการอนุญาตให้มีการปลูกต้นกระท่อมหรือครอบครองต้นกระท่อม ได้ตามข่าวสารข้อมูลที่ออกกันในสื่อว่าชุมชนในพื้นที่อำเภอบ้านนาสารสามารถปลูกได้ครอบครัวละ 3 ต้นแต่อย่างใด ซึ่งผู้ฝ่าฝืนดำเนินการปลูกและครอบครองก็จะมีความผิดทางกฎหมายตาม พรบ.ยาเสพติด
ด้านสิบโทสงคราม บัวทอง กำนันตำบลน้ำพุ อำเภอบ้านนาสารเปิดเผยว่าเมื่อปี 2559 สถาบันติดตามพืชเสพติด (ปปส) ได้เชิญตนไปประชุมที่จังหวัดสตูลโดยมีหลายภาคส่วนที่ประกอบด้วย คณะอาจารย์จาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ) และคณะอาจารย์จาก มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ตำรวจ ภาค8และภาค 9 สถาบันวิจัยและภาคประชาชน ได้นำเสนอเชิงหลักวิชาการการดำเนินการของพืชกระท่อม ในฐานะตนถูกเชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องพืชกระท่อมที่มีทั้งผลดีและผลเสียพร้อมเสนอต้นกระท่อมที่มีประชนปลูกอยู่ในครัวเรือนในพื้นที่หมู่ที่ 4 บ้านดอนทรายตำบลน้ำพุ อำเภอบ้านนาสารเป็นพื้นที่โมเดลการสำรวจและทำการวิจัยของพืชกระท่อมต่อมา ทางสถาบันติดตามพืชเสพติด (ปปส) ได้เห็นชอบโครงการวิจัย โครงการจึงเริ่มเมื่อต้นปี 2560 ปัจจุบันนี้ทางคณะทำงานจึงได้ลงพื้นที่สำรวจพืชกระท่อมทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศพร้อมทั้งจัดทำรายละเอียดทั้งหมดเป็นอันเสร็จสิ้นแล้ว
ในขณะที่ ดร.ปรเมษฐ์ จินา นพ.สาธารณสุขอำเภอบ้านนาสาร กล่าวว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นได้ใช้พืชกระท่อมมาเป็นยารักษาโรคมานานโดยเฉพาะโรคเบาหวาน สำหรับใบกระท่อมที่นำมากินแล้วได้ผลหรือได้ประโยชน์ตามคำเชื่อก็จะเป็นใบที่ 3-4-5- ที่นับจากยอดลงมาและต้องเก็บในช่วงเช้าๆ และขณะนี้รอผลจากการวิจัยว่าจะออกมาอย่างไรจะมีผลดีต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างไร
ภาพ/ข่าว ณัฐธิดา เริ่มฤกษ์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.สุราษฎร์ธานี
