- 22 ส.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันที่ 22 สิงหาคม 2560 พลเรือเอก พลเดช เจริญพูล รองผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือพร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดนครพนมของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง และชุดเฉพาะกิจเรือผลักดันน้ำจังหวัดนครพนม
โดยมีนายประทีป ฤทธิกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พลเรือตรี วราห์ แทนขำ ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง นาวาเอก อภิชาติ ทินนะลักษณ์ รองผู้อำนวยการพัฒนาการบริหาร อู่ทหารเรือป้อมพระจุลจอมเกล้า ตลอดจนเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน ณ กองบัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม จากนั้นได้เดินทางไปที่สะพานข้ามแม่น้ำสงคราม บ้านนาเพียง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม เพื่อตรวจเยี่ยมกำลังพลและกล่าวขอบคุณในการปฏิบัติภารกิจเร่งผลักดันน้ำในลำน้ำอูนและลำน้ำสงครามให้ลงสู่แม่น้ำโขง เพื่อช่วยเหลือประชาชนชาวจังหวัดนครพนมจนแล้วเสร็จในครั้งนี้ พร้อมปล่อยขบวนลำเลียงเรือผลักดันน้ำ เดินทางกลับสู่หน่วยที่ตั้ง โดยมีชาวบ้านนาเพียงร่วมส่งพร้อมกล่าวขอบคุณที่ทางกองทัพเรือได้เดินทางมาช่วยเหลือในครั้งนี้
สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ กองทัพเรือได้ส่งเรือผลักดันน้ำในสังกัด ฐานทัพเรือกรุงเทพ กรมการขนส่งทหารเรือ อู่พระจุลจอมเกล้า กรมอู่ทหารเรือ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ฐานทัพเรือสัตหีบ กรมสรรพาวุธทหารเรือ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กรมก่อสร้างและพัฒนา ฐานทัพเรือสัตหีบ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ และกรมสารวัตรทหารเรือ จำนวน 47 ลำพร้อมเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ โดยเริ่มปฏิบัติภารกิจ ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2560 และแล้วเสร็จในวันที่ 18 สิงหาคม 2560 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 14 วัน ซึ่งสามารถผลักดันมวลน้ำที่เออท่วมบ้านเรือนราษฎรและพื้นที่การเกษตรให้ลงสู่แม่น้ำโขงได้ 68,884,704 ลูกบาศก์เมตร ทำให้ผู้ที่ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ได้กลับมาดำเนินชีวิตตามปกติด้วยความรวดเร็ว ซึ่งถ้าปล่อยตามธรรมชาติจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 30 วันจึงจะเข้าสู่ภาวะปกติ
ซึ่งการปฏิบัติงานถือว่าสามารถช่วยเหลือพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วม ได้เป็นอย่างดี ทำให้ย่นระยะเวลาน้ำท่วมขังลงเท่าตัว ทำให้ระดับน้ำท่วมขังบ้านเรือนลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ เหลือเพียงพื้นที่การเกษตรนาข้าว ที่ยังได้รับผลกระทบ โดยหลังสถานการณ์เริ่มพ้นจุดวิกฤติ จึงได้ถอนเครื่องผลักดันน้ำกลับไปประการที่กองทัพเรือ เพื่อเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชน ที่ประสบปัญหาในพื้นที่อื่น
ขณะเดียวกันในส่วนของชลประทาน ยังคงเร่งเปิดประตูระบายน้ำอูน ลงสู่ลำน้ำสงคราม เพื่อไหลระบายลงน้ำโขงต่อเนื่อง เต็มกัด เนื่องจากยังมีมวลน้ำจากเขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร ที่มีปริมาณเกินความจุ ไหลระบายมาสมทบ ก่อนไหลลงแม่น้ำโขง ทำให้ระดับน้ำอูน ลำน้ำสงคราม ยังทรงตัว มีระดับประมาณ 11 -12 เมตร ถือว่าอยู่ในระดับเต็มความจุ และ ลดระดับช้า วันละประมาณ 10 -20 เซนติเมตร ส่งผลกระทบพื้นที่ลุ่ม ในพื้นที่ อ.ศรีสงคราม อ.นาหว้า ยังมีน้ำท่วมขังพื้นที่การเกษตร เบื้องต้นได้รับความเสียหายแล้วเกือบ 1 แสนไร่ เนื่องจากมีน้ำท่วมขังหลายวัน คาดว่าอีกประมาณ 10 วัน จะเข้าสู่ภาวะปกติ ระดับน้ำท่วมขังนาข้าวจะลดลงต่อเนื่อง เพราะระดับน้ำโขงอยู่ที่ประมาณ 8 .50 เมตร ยังสามารถรองรับน้ำจากลำน้ำสาขาได้อีกจำนวนมาก
ส่วนการสรุปความเสียหายเบื้องต้น ทางด้านจังหวัดนครพนม ยังคงเร่งสำรวจ ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ที่มีการประกาศเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัย จำนวนทั้งสิ้น 11 อำเภอ จากพื้นที่ทั้งหมด 12 อำเภอ เหลือ 1 อำเภอ ไม่ได้ รับผลกระทบ คือ อำเภอบ้านแพง มีพื้นที่นาข้าวได้รับความเสียหายทั้งหมดรวม ประมาณ 2 แสนไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย เป็นวงเงินไม่ต่ำกว่า 120 ล้านบาท อยู่ระหว่างการสำรวจให้ความช่วยเหลือ เยียวยาชดเชย ตามระเบียบทางราชการ ส่วนพื้นที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือ พื้นที่ อ.นาแก มีพื้นที่นาข้าวเสียหายกว่า 75,000 ไร่ รองลงมาคือ อ.ศรีสงคราม นาข้าวได้รับความเสียหาย กว่า 50,000 ไร่
ข่าว/ภาพ สิทธิกร ธงยศ สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครพนม
เรียบเรียงโดย ประทีป วชิระธัญญากุล
