- 25 ส.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
( 25 ส.ค.) ที่สำนักงาน ปปช.นครศรีธรรมราชนายไพโรจน์ รัตนรัตน์ คณะกรรมการชมรมคนลุ่มน้ำปากพนังพึ่งพาตนเอง และแกนนำเรียกร้องทวงคืนโฉนดทะเล ได้เดินทางเข้ายื่นเรื่องต่อสำนักงาน ปปช.นครศรีธรรมราช เพื่อให้ตรวจสอบการทุจริตโครงการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูทางหลวงที่ได้รับผลจากภัยพิบัติ ทางหลวงหมายเลข 4013 ตอนปากพนัง-หัวไทร ของแขวงทางหลวงนครศรีธรรมราชที่ 1 กรมทางหลวง โดยการใช้หินทิ้งเป็นแนวริมถนนเพื่อป้องกันคลื่นซัดกัดเซาะชายฝั่งถนนสายดังกล่าว ซึ่งการดำเนินการน่าจะซ้ำซ้อนกับโครงการก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่นของกรมเจ้าท่าและกรมโยธาธิการและผังเมือง ที่กำลังดำเนินการอยู่ตลอดแนวชายฝั่ง โดยห่างจากโครงการของแขวงการทางนครศรีธรรมราช แค่แนวกำแพงเสาเข็มประมาณ 25-35 ซ.ม.เท่านั้น หลังจากนั้นจึงเดินทางเข้ายื่นร้องเรียนต่อนักงานตรวจสอบภูมิภาคที่ 14 สตง.นครศรีธรรมราช และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อใมห้ตรวสอบในโครงการเดียวกันอีกด้วย
นายไพโรจน์ รัตนรัตน์ กล่าวว่าหลังจากสื่อมวลชนนำเสนอข่าวนายปรีชา วิเศษสิทธิ์ ผู้อำนวยการแขวงการทางนครศรีธรรมราชที่ 1 สำนักงานแขวงทางหลวงนครศรีธรรมราชที่ 1 ได้ทำหนังสือชี้แจงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ในการก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่นทางแขวงได้ของบประมาณซ่อมแซมฉุกเฉินโดยการทิ้งหินใหญ่เพื่อป้องกันน้ำกัดเซาะผิวทาง ปี 2559 ไปยังกรมทางหลวงเป็นเงิน 286,400 บาท ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริง โดยเชื่อว่าโครงการดังกล่าวใช้งบประมาณจริงหลายสิบล้านอย่างแน่นอน จนกระทั้งในวันถัดมาก็มีการขึ้นป้ายระบุงบประมาณ ละเอียดโครงการไปปักบริเวณริมถนนที่ดำเนินการโครงการระบุว่า โครงการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูทางหลวงที่ได้รับผลจากภัยพิบัติ ทางหลวงหมายเลข 4013 ตอนปากพนัง-หัวไทร ระหว่างหลัก กม.47+000 ถึง กม.53+000 (เป็นตอน ๆ) ปริมาณงสาน 1 แห่ง (จำนวน 14 รายการ) ผู้รับจ้าง ห้างหุ้นส่วน ซี.ซี.จักรกลและก่อสร้างจำกัด สัญญาเลขที่ นศ.23/2560 (ลงวันที่ 28 มีนาคม 2560) เริ่มสัญญา 29 มีนาคม 2560 สิ้นสุดสัญญา 25 สิงหาคม 2560 ระยะเวลาดำเนินการ 150 วัน ค่าก่อสร้าง 11,818,000.00 บาท (สิบเอ็ดล้านแปดแสนหนึ่งหมื่นแปดพันบาทถ้วน) ผู้ควบคุมงานนายสำเริง นวลศรี ตำแหน่งนายช่างโยธาชำนาญการ
“วันนี้ ( 25 ส.ค.) เป็นวันครบกำหนดสัญญา ตนได้เดินทางไปตรวจในจุดที่มีการปักป้ายชี้แจงรายละเอียดโครงการบริเวณหลัก กม.ที่ 47 พบว่าป้ายดังกล่าวถูกรื้อออกไปแล้ว โดยพบว่าป้ายอันเดิมถูกนำไปปักใหม่อีกจุดหนึ่งห่างจากจุดเดิมประมาณ 4-5 กม. ป้ายมันเดินไปเองได้อย่างไรทำให้น่าสงสัยว่าว่ามันเกิดอะไรขึ้น ครั้งแรกชี้แจงระบุว่าใช้งบฉุกเฉินแค่ 2.8 แสน แต่ต่อมาปักป้ายระบุใช้งบว่า 11.8 ล้าน ก่อนจะถอดป้ายไปปักอีกจุดหนึ่งโดยไม่ต้องทำป้ายใหม่ ใช้ป้ายเดิม ข้อความเดิม งบประมาณเท่าเดิม 11.8 ล้าน เอาเข้าจริง ๆ น่าจะมีการซอยโครงการเป็นช่วง ๆ ละ 5-6 กม. รวมประมาณ 4-5 ช่วง ใช้งบช่วงละ 11.8 ล้าน รวมงบประมาณที่ใช้รวมเกินกว่า 50 ล้านใช่หรือไม !?
นายไพโรจน์ รัตนรัตน์ กล่าวอีกว่า โครงการนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังไม่ชอบมาพากลอย่างแน่นอน อีกทั้งการรื้อปรับปรุงซ่อมแซมคอสะพานบ้านหน้าโกฏิ โดยไม่มีการสร้างทางเบี่ยงทำให้รถสัญจรไม่ได้ ทำให้ชาวบ้านและยานพาหนะสัญจรอ้อมไปเส้นทางอื่นระยะ 7-8 กิโลเมตร สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างมาก และเส้นทางที่อ้อมถนนเป็นหลุมเป็นบ่อและฝุ่นละอองฟุ้งกระจายปกคลุมหมู่บ้านเป็นบริเวณกว้าง ชาวบ้านที่อาศัยอยู่สิงข้างทางได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักเช่นกัน การไม่สร้างทางเบี่ยงผิดเงื่อนไขและข้อกำหนดตามระเบียบกฎหมายใช่หรือไม่ และตามหลักวิชาการในการก่อสร้างสะพานต้องมีทางเบี่ยง โดยตนได้ตั้ง 20 ประเด็นข้อสงสัยที่น่าจะมีการทุจริตให้ ปปช.ตรวจสอบ โครงการนี้อย่างเร่งด่วนและเพื่อประหยัดงบประมาณแผ่นดินและแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนขอให้ยุติการก่อสร้างโครงการนี้ทันที.
ภาพ/ข่าว ยุทธนะ เตมะศิริ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
