- 29 ส.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 นายวินัย รัตนมาลี อายุ 48 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนดงไร่ราษฎร์พัฒนา นางจารุวรรณ รัตนมาลี อายุ 48 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนคำม่วง สองสามีภรรยา พานายวงศกร รัตนมาลี อายุ 21 ปี ลูกชาย และเพื่อนนักศึกษา พร้อมนำเอกสารหลักฐานและหนังสือเข้ายื่นถึงพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายสุวิทย์ คำดี ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ โดยผ่านนางสาวชุลีพร ภูสมศรี ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรม จ.กาฬสินธุ์ และนายไชยา เครือหงส์ หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรม จ.กาฬสินธุ์ เพื่อขอความเป็นธรรม หลังจากลูกชายถูกพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ออกหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันทำร้ายร่างกายนายเกียรติศักดิ์ ภูจอมจิตฆ์ ซึ่งเป็นลูกชายข้าราชการระดับสูงคนหนึ่งใน จ.กาฬสินธุ์ และเป็นหลานชายของนายตำรวจนายหนึ่งใน จ.กาฬสินธุ์ โดยระบุว่าลูกชายไม่ได้ทำร้ายร่างกายใคร และในวันเวลาเกิดเหตุก็อยู่ต่างจังหวัด แต่กลับถูกยัดเยียดข้อหาจนเป็นแพะรับบาป
นายวินัย รัตนมาลี อายุ 48 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนดงไร่ราษฎร์พัฒนา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ตนและภรรยา ได้รับหมายเรียกตัวผู้ต้องหา จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถานที่ออกหมาย สภ.เมืองกาฬสินธุ์ เพื่อให้นายวงศกร รัตนมาลี ลูกชาย ไปพบพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี คือ พ.ต.ท.ลังสันต์ ประคำ ในวันที่ 24 สิงหาคม 2560 ด้วยเหตุที่ต้องหาว่า ร่วมกันทำร้ายร่างกาย โดยมีนายเกียรติศักดิ์ ภูจอมจิตฆ์ เป็นผู้กล่าวหา
นายวินัย กล่าวต่อว่า หลังได้รับหมายตนและภรรยาตกใจอย่างมาก จึงเข้าไปพบพนักงานสอบสภ.เมืองกาฬสินธุ์ เจ้าของคดี เพื่อสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ได้รับคำตอบจากตำรวจว่า ลูกชายถูกนายเกียรติศักดิ์ ภูจอมจิตฆ์ ซึ่งทราบว่าเป็นลูกชายของข้าราชการตำแหน่งระดับผู้อำนวยการคนหนึ่งใน จ.กาฬสินธุ์ และเป็นหลานของนายตำรวจคนหนึ่งใน จ.กาฬสินธุ์ แจ้งความทำร้ายร่างกาย โดยเหตุเกิดเมื่อเวลา 02.00 น.วันที่ 18 มีนาคม 2559 บริเวณหน้าร้ายอาหารปักใต้ 5 แยกหนองแซง เขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งจากคำให้การของผู้เสียหายฝ่ายเดียวระบุว่าคนที่ทำร้ายร่างกายตัดผมทรงสกินเฮด และขับรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ สีบอร์นเทา โหลดเตี้ย ถือไม้เบสบอลเข้ามาทำร้าย
จากนั้นตนจึงเข้าไปสอบถามลูกชายที่กำลังศึกษาอยู่ ในจ.มหาสารคาม ซึ่งยืนยันว่า ไม่ได้ทำร้ายร่างกายใคร และในวันเวลาเกิดเหตุดังกล่าวกำลังกินเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อนๆในช่วงซ้อมรับปริญญาที่หอพักเพื่อนใน จ.มหาสารคาม พร้อมทั้งนำภาพถ่ายและข้อความที่สนทนาระหว่างเพื่อนๆที่มีการโพสในเฟสบุ๊ค ซึ่งระบุเวลาและสถานที่อย่างชัดเจน ว่า อยู่ใน จ.มหาสารคามมายืนยัน ประกอบกับจากการสอบถามพยานที่เป็นเพื่อนอยู่ด้วยกันก็ยืนยันว่าลูกชายไม่ได้ไปไหน อีกทั้งในช่วงดังกล่าวลูกชายไม่ได้ตัดผมทรงสกินเฮด แต่ตัดผมรองทรงผมยาว จึงทำให้มั่นใจว่าลูกชายไม่ได้เป็นคนทำร้ายร่างกายนายเกียรติศักดิ์ แต่กลับถูกแจ้งความและถูกตำรวจออกหมายเรียกในข้อหาทำร้ายร่างกาย ทั้งที่ไม่ได้มีการสอบปากคำลูกชาย ทำให้ลูกของตนถูกยัดเยียดข้อหากลายเป็นแพะรับบาปในสิ่งที่ตนไม่ได้ทำ เพียงเพราะขับรถยี่ห้ออีซูซุ ลักษณะคล้ายๆกับที่ผู้เสียหายให้การเท่านั้น
นายวินัย กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนเมษายน 2559 ลูกชายก็ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ออกตามหาในสถานที่ต่างๆ และขู่ฆ่ามาแล้ว จึงมั่นใจว่าเหตุการณ์ทั้งสองเชื่อมโยงกัน และอาจจะเป็นการเข้าใจผิด ภรรยาจึงได้โทรศัพท์ประสานไปยังบิดาของนายเกียรติศักดิ์ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการคนหนึ่งใน อบจ.กาฬสินธุ์ เนื่องจากครอบครัวไม่เป็นอันทำมาหากิน และรู้จักมักคุ้นกันดีกับบิดานายเกียรติศักดิ์ เพื่ออธิบายว่าลูกชายไม่ได้เป็นคนทำ แต่เจ้าตัวกลับไม่ยอมฟัง บอกเพียงว่าเลือดต้องล้างด้วยเลือด ดังนั้นครอบครัวจึงเข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย และในวันนี้จึงตัดสินใจเดินทางเข้าขอความเป็นธรรมและปกป้องศักดิ์ศรีดังกล่าว
ทั้งนี้หลังจากรับเรื่องเจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมได้ประสานไปยัง พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.กาฬสินธุ์ โดยทางผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.กาฬสินธุ์ ได้เชิญให้ผู้ร้องทุกข์เข้ายื่นเรื่องโดยตรง พร้อมกับได้รับเรื่องดังกล่าวไว้ และเร่งดำเนินการ โดยเบื้องต้นจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง และยืนยันให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย
ภาพ/ข่าว ชมพิศ ปิ่นเมือง ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.กาฬสินธุ์
