- 30 ส.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีที่ชาวบ้านเกือบ 100 คน จากหมู่บ้านในลุ่ม หมู่ 3 ต.สิชล อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะกลาง ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ บริเวณปากน้ำสิชล จ.นครศรีธรรมราช และอาศัยมากว่า 30 ปี และต่อทางกรมเจ้าท่าได้ดูดทรายในลำคลองตรงบริเวณที่ตื้นเขินแล้วนำมาถมที่บริเวณที่ชาวบ้านอยู่ทำให้มีพื้นที่เกาะขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยจนกระทั่งมีพื้นที่มาเชื่อมต่อกับที่ดินของนายทุนที่อยู่ริมลำคลอง จนนายทุนอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินตามเอกสารสิทธิ์ หรือโฉนดที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาเรื่องเขตแดนและความไม่ชัดเจน จนกระทั่งมีปัญหากันมาตลอด ที่สำคัญการดำเนินการร้องขอสิ่งสาธารณูปโภคไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้า ประปา ก็ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะนายทุนไม่ให้ผ่านเส้นทาง ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ บนเกาะกลางดังกล่าว 75 หลังคาเรือนรวมกว่า 200 ชีวิต และนายทุนได้ยื่นฟ้องขับไล่ชาวบ้านจนเมื่อเรื่องถึงอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เดินทางลงตรวจสอบพื้นที่จริงก่อนสรุปสำนวนและมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องมาแล้ว แต่ล่าสุดทราบว่านายทุนได้ยื่นห้องขับไล่ชาวบ้านอีกครั้งเป็นรอบที่ 2 ได้รับความ เดือดร้อนมานานมา ในขณะที่ชาวบ้านได้ร้องเรียนขอความช่วยเหลือไปยังหลายหน่วยงานแต่ไม่มีความคืบหน้าปล่อยให้ยืดเยื้อคาราคาซังมามานานจนถึงปัจจุบัน จนกระทั้งชาวบ้านได้รวมตัวกันเข้าร้องขอความช่วยเหลือจาก พ.ต.ประเสริฐ สายทองแท้ ผู้บังคับกองร้อยฝึกรบพิเศษสิชล เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2560 ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดในวันนี้ (30 ส.ค.) พ.ต.ประเสริฐ สายทองแท้ ผู้บังคับกองร้อยฝึกรบพิเศษสิชล ได้เชิญตัวแทนจากหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบ ประกอบด้วย นายวีระพรรณ สุขะวัลลิ ปลัดอาวุโสอำเภอสิชล พ.ต.อ.โชคดี รักษ์วัฒนพงษ์ ผกก.สภ.สิชล นาวาโทรัชตะ ผกาฟุ้ง ผอ.กรมเจ้าท่านครศรีธรรมราช นายสมไชย เก้าเอี้ยน หัวหน้าสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 44 นครศรีธรรมราช สำนักงานที่ดินอำเภอสิชล เจ้าหน้าที่ป่าไม้อำเภอสิชล และเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบหลายหน่วยงาน รวมลงพื้นที่ชุมชนบ้านในลุ่ม หมู่ 3 ต.สิชล อ.สิชล เพื่อพบกับชาวบ้านที่รวมตัวกันประมาณ 200 โดยทั้งหมดได้ประชุมหารือร่วมกันคน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน
โดยมีข้อสรุปว่าจะมีการมอบหมายให้สำนักงานที่ดินอำเภอสิชล จ.นครศรีธรรมราช เป็นหน่วยงานที่มารังวัดพื้นที่ของนายทุนว่ามีขอบเขตที่ชัดเจนจุดไหน ส่วนพื้นที่ที่เหลือจากที่ดินของนายทุนซึ่งชาวบ้านอาศัยอยู่มาหลายสิบปี ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันมาพิจารณาอีกครั้งว่าเป็นพื้นที่รับผิดชอบขอลงหน่วยของป่าไม้ หรือพื้นที่ของกรมเจ้าท่า โดยมีกำหนดดำเนินการรังวัดภายใน 30 วัน
ทางด้านนายสมไชย เก้าเอี้ยน หัวหน้าสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่44 นครศรีธรรมราช กล่าวว่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบที่ดินที่มีปัญหาไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 44 แต่อย่างใด
ในขณะที่นาวาโทรัชตะ ผกาฟุ้ง ผอ.กรมเจ้าท่านครศรีธรรมราช กล่าวชี้แจงกับชาวบ้านว่า ถ้าหากมีพื้นดินงอกเพิ่มเติมหรือทรายริมคลองมาทับถมงอกเพิ่มขึ้น จากพื้นที่โฉนดตามธรรมชาติก็ถือว่าเจ้าของโฉนดที่ดินเป็นเจ้าของครอบครองได้ แต่หากมีการดูดทรายนำทรายมาถมถือว่าเป็นพื้นที่ดินของรัฐ ที่รัฐจะจัดสรรให้ชาวบ้านได้ตามความเหมาะสม ซึ่งที่ผ่านมาทุกครั้งที่กรมเจ้าท่านำทรายมาทิ้งถมพื้นที่ในบริเวณดังกล่าวจะมีชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้เซ็นยินยอมทุกครั้งจึงจะสามารถนำทรายมาถมได้ ทางกรมเจ้าท่าพร้อมที่จะให้การช่วยเหลือชาวบ้าน แต่ต้องรอให้มีการรังวัดแนวเขตที่ดินให้ชัดเจนเสียก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากการประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมชี้แจงรายละเอียด ขั้นตอนการดำเนินการต่าง ๆ ใช้เวลากว่า 1ชั่วโมง สร้างความพึงพอใจให้กับชาวบ้านทั้งหมดเป็นอย่างมาก ต่างมีรอยยิ้มด้วยความหวังว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านที่รอคอยมาอย่างยาวนานได้อย่างแน่นอน.
ภาพ/ข่าว นรศักดิ์ สานุจิตต์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช
