- 31 ส.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์ ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากพ่อแม่ของเด็ก ตนได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.อุกกฤษฎ์ ทรงชัยสงวน รอง ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ สภ.เมืองกาฬสินธุ์เข้าไปตรวจสอบ โดยยืนยันจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ซึ่งเบื้องต้นในการที่ตำรวจออกหมายเรียกไปนั้นเป็นไปตามขั้นตอน และตามพยานหลักฐานและคำให้การของผู้เสียหาย ทั้งนี้จากการตรวจสอบก่อนวันเกิดเหตุเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2559 กลุ่มนายเกียรติพงศ์ ได้ไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับนายวงศกร บริเวณหน้าสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง แต่มีการ์ดของสถานบันเทิงเข้ามาห้ามไว้ และได้ยึดไม้เบสบอลของนายวงศกรที่อยู่ในรถ ซึ่งเพื่อนกำลังถือออกมาช่วย ก่อนที่จะคืนให้หลังเหตุการณ์สงบ
กระทั่งมาถึงวันเกิดเหตุวันที่ 18 มีนาคม 2559 นายเกียรติพงศ์ ซึ่งเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษถูกทำร้ายร่างกาย และให้การยืนยันว่าจำหน้าและรถของคนทำร้ายได้ พร้อมระบุว่าคนที่ถือไม้เบสบอลลงมาทำร้ายร่างกายคือนายวงศกร เนื่องจากรู้จักกันมาก่อนจึงสามารถจำได้ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งสอง รวมทั้งการสอบพยานนั้นเชื่อมโยงกัน พนักสอบสวนจึงต้องออกหมายเรียกนายวงศกรมาสอบปากคำ เพื่อที่จะพิสูจน์ความจริง โดยจะต้องตรวจสอบพยานหลักฐานของแต่ละฝ่ายอย่างละเอียด เนื่องจากฝ่ายนายวงศกร ก็ระบุว่า และยืนยันว่าในวันเวลาเกิดเหตุได้นั่งกินเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อนๆที่ จ.มหาสารคาม อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัย พ.ต.ท.ลังสันต์ ประคำ พนักงานสอบสวนสภ.เมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นเจ้าของคดี เพื่อพิจารณาข้อบกพร่องว่าสาเหตุใดจึงเกิดความล่าช้า เนื่องจากคดีดังกล่าวเหตุเกิดมาตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2559 ซึ่งเวลาผ่านมาปีเศษแล้ว
ด้านพ.ต.อ.อุกกฤษฎ์ ทรงชัยสงวน รอง ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า หลังได้รับมอบหมายจากพล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์ ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ ให้เข้ามากำกับดูแลคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสำนวนคดี ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย และต้องตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างรอบครอบ ซึ่งจากการที่ตรวจสำนวนเบื้องต้นพบว่าวันเกิดเหตุคือช่วงเวลา 02.00 น.วันที่ 18 มีนาคม 2559 บริเวณหน้าร้านอาหารปักใต้ 5 แยกหนองแซง เขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ขณะที่นายเกียรติพงศ์ ภูจอมจิตฆ์ กำลังขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านพัก ได้มีคนเรียกให้จอดรถ จากนั้นมีชายขับรถกระยี่ห้ออีซูซุ สีบอร์นเทา โหลดเตี้ย ถือไม้เบสบอล พร้อมเพื่อนอีก 1 คน เข้ามาทำร้ายร่างกาย ใช้ไม้เบสบอลตีที่ศีรษะและแขนจนหัก ซึ่งจำหน้าได้ว่าเป็นนายวงศกร เนื่องจากรู้จักกันมาก่อนหน้านี้ จึงจำได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ก่อนเกิดเหตุทั้งสองคนก็มีเรื่องทะเลาะวิวาทกันมาก่อน ซึ่งจากการสอบพยานก็เห็นว่ามีการด์ของสถานบันเทิงยึดไม้เบสบอลของนายวงศกร และคืนให้ จึงมีความเชื่อมโยงกันเท่านั้น แต่ฝ่ายนายวงศกร ก็ยืนยันพร้อมนำหลักฐาน ซึ่งเป็นภาพถ่ายและข้อความสนทนาจากเฟสบุ๊ค ตลอดจนมีพยานยืนยันว่าขณะเกิดเหตุที่นายเกียรติพงศ์ ถูกทำร้ายร่างกายนั้นกำลังนั่งกินเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อนที่ จ.มหาสารคาม ไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุ
พ.ต.อ.อุกกฤษฎ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีได้สอบปากคำพยาน และผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งฝ่ายผู้กล่าวหาและฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา เพื่อมาวิเคราะห์และชั่งน้ำหนักว่าพยานหลักฐานฝ่ายใดมีน้ำหนักมากกว่ากัน ซึ่งหากพยานหลักฐานฝ่ายผู้ถูกร้องมีน้ำหนักและฟังขึ้น พนักงานสอบสวนอาจจะสรุปสำนวนส่งไม่ฟ้องและไม่ส่งให้กับอัยการ แต่หากพยานหลักฐานฝ่ายผู้กล่าวหามีน้ำหนักและฟังขึ้นมากกว่าพนักงานสอบสวนก็จะสรุปสำนวนส่งให้กับอัยการ และทางอัยการจะสรุปส่งฟ้องหรือไม่ฟ้องก็เป็นดุลพินิจของอัยการ ซึ่งถ้าหากมีการส่งฟ้องก็จะต้องไปพิสูจน์กันในชั้นศาลต่อไป ส่วนกรณีที่มีการระบุว่ามีกลุ่มชายฉกรรจ์ตามหาและข่มขู่ฆ่านายวงศกรนั้น ขณะนี้กำลังรวบรวมพยานหลักฐาน และส่งชุดสืบออกติดตามหาข่าวว่ามีการข่มขู่จริงหรือไม่และมีเป็นวัยรุ่นกลุ่มใด
ด้านนางจารุวรรณ รัตนมาลี มารดานายวงศกร กล่าวว่า ยังยืนยันว่าลูกชายไม่ได้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายนายเกียรติพงศ์ เพราะมีพยานและหลักฐานชัดเจนว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุนั้น ลูกชายนิ่งกินเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อนๆใน จ.มหาสารคาม เป็นไปไม่ได้ที่จะมาก่อเหตุในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งการที่ผู้กล่าวหาระบุว่าผู้ที่เข้ามาทำร้ายถือไม้เบสบอลและขับรถยี่ห้ออีซูซุ สีบอร์นเทา โหลดเตี้ยนั้น ไม้เบสบอลไม่ได้มีอันเดียวและรถก็ไม่ได้มีคันเดียวในประเทศ อีกทั้งในวันเกิดเหตุก็ไม่มีพยานสักคน แต่ลูกชายมีพยานยืนยันว่าไม่ได้ ซึ่งการที่ลูกชายถูกกล่าวหาและแจ้งข้อหาโดยที่ตนเองไม่ได้ทำนั้นถือเป็นตราบาปที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต ดังนั้นครอบครัวจึงจำเป็นต้องปกป้องศักดิ์ศรี และยืนยันที่จะสู้เพื่อความจริงถึงที่สุด
ขณะที่นายกริชต์จอมพล ภูจอมจิตฆ์ ผอ.กองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม อบจ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นบิดาของนายเกียรติพงศ์ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุนายเกียรติพงศ์ ลูกชายได้รับบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากถูกตีที่ศีรษะและแขนจนหัก ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเวลานานหลายวัน และปัจจุบันได้พักการเรียน เนื่องจากสมองได้รับการกระทบกระเทือน ซึ่งต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้หลังจากได้เข้าแจ้งความกับตำรวจไว้ เนื่องจากลูกชายสามารถจำเหตุการณ์และจำหน้าคนทำร้ายร่างกายได้ ซึ่งหลังแจ้งความกระทั่งเวลาผ่านไปนานคดีไม่มีความคืบหน้าตนจึงเข้าไปติดตามคดีกับ ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.กาฬสินธุ์ และสำนักงานตำรวจภูธรภาค 4 จนกระทั่งตำรวจออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหามาให้ปากคำ อย่างไรก็ตามตนในฐานะผู้เป็นพ่อยืนยันที่ดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เพราะหากใครไม่ประสบกับเหตุการณ์ที่ลูกถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสปางตายจนต้องพักการเรียนก็คงไม่เข้าใจ ดังนั้นจึงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมและพิสูจน์ความจริงกันในชั้นศาลต่อไป
ภาพ/ข่าว ชมพิศ ปิ่นเมือง ข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.กาฬสินธุ์
