- 14 ก.ย. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันที่ 14 กันยายน 2560 ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดตรัง นายภิญโญ ศรีวิไล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 บ้านคลองแระ ต.ลิพัง อ.ปะเหลียน จ.ตรัง พร้อมตัวแทนชาวบ้านกลุ่มสัจจะออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านคลองแระ กว่า 50 คน จากสมาชิกกว่า 300 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายสายัณห์ อินทรภักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เพื่อให้ตั้งกรรมการสอบสวนคณะกรรมการกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ของหมู่บ้าน จำนวน 12 คน หลังบริหารจัดการเงินกลุ่มที่เริ่มดำเนินการกิจการมาประมาณ18 ปี มีเงินรวมประมาณ 9 ล้านบาท แต่ขณะนี้เงินหายหมดเกลี้ยงไปจากบัญชี ทำให้สมาชิกกว่า 300 คน ที่พยายามเก็บหอมรอมริบฝากเงินไว้ใช้จ่ายในยามจำเป็น หรือบางคนเอาไว้ใช้ยามแก่เฒ่า หรือบางคนไว้ลูกหลานเรียนหนังสือ เดือนละ 200 – 500 บาท จนแต่ละรายมีเงินเก็บสะสมรายละประมาณ 5,000 – 100,000 บาท ไม่สามารถกู้เงิน หรือถอนเงินของตัวเองคืนได้ โดยขณะนี้กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ดังกล่าวได้ปิดตัวเองลง ไม่สามารถเปิดทำการได้ตามปกติ ทำให้ชาวบ้านทั้งหมดได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ซึ่งชาวบ้านเกือบทั้งหมดที่กู้เงินไปจะมีระเบียบวินัยในการจ่ายคืนเกือบทั้งหมด เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีปัญหา แต่เงินที่หายไปจากบัญชีเกิดจากการบริหารงานของคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์ โดยชาวบ้านกล่าวหาว่า นายสวาส นพรัตน์ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเหรัญญิกของกลุ่ม เป็นบุคคลสำคัญ ในการจัดการเงินด้วยตัวเองและนำคนในครอบครัวมาบริหารจัดการเงินเองหมดทุกเรื่อง ลดบทบาทของกรรมการคนอื่นๆ จนขณะนี้เงินไปทั้งหมด
ทั้งนี้ ชาวบ้านเคยร้องเรียนไปยังอำเภอปะเหลียน ให้ดำเนินการตรวจสอบแล้ว แต่ผลการตรวจสอบของทางอำเภอทำให้ชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยให้เหตุผลว่า ทั้ง 2 ครั้ง ที่ทางอำเภอตรวจสอบแล้วออกมายืนยันผลสอบกับชาวบ้านว่ามีเงินเกินบัญชีอยู่ในธนาคาร จำนวน 1.2 ล้านบาท แต่ล่าสุดได้ทำการตรวจสอบรอบที่ 3 กลับมาบอกว่า มีเงินเกินบัญชีเหลืออยู่เพียงจำนวน 3,000 บาท และมีดอกเบี้ยเหลือระหว่างปี 2555 – 2559 จำนวน 392,139 บาท แต่ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่า หากมีเงินเกินบัญชีอยู่จริง ทำไมชาวบ้านจะถอนเงินของตัวเองคืนไม่ได้ จึงร้องขอให้ทางจังหวัดตรัง เร่งตั้งกรรมการสอบสวนคณะกรรมการกลุ่มทั้ง 12 คน เพื่อเอาเงินมาคืนชาวบ้าน
นายภิญโญ ศรีวิไล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 กล่าวว่า ชาวบ้านเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ส่วนตัวเชื่อว่า เกิดจากฝีมือของเหรัญญิกกลุ่ม ที่ทำงานเพียงคนเดียวและเอาคนในครอบครัวเข้ามาทำงาน โดยไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลทางบัญชีในแต่ละปีให้ชาวบ้านเจ้าของเงินได้รับทราบ แม้จะเรียกร้องให้มีการเปิดประชุมก็ตาม
ส่วนคุณลุงเคลื่อน หมุนเวียน อายุ 64 ปี สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ ซึ่งเปิดสมุดบัญชีของกลุ่มให้ผู้สื่อข่าวพบว่ามีเงินเหลืออยู่ในบัญชีจำนวน 55,000 บาท ที่ได้จากการปลูกผักขาย กรีดยาง และทำงานรับจ้างอื่นๆ นำไปฝากไว้ให้หลาน เพื่อเป็นทุนการศึกษา และไม่เคยกู้ยืมเงิน กล่าวน้ำตาคลอว่า ตนเองทำงานเอาหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน เพื่ออยากเอาเงินไว้ให้หลานเรียนหนังสือ แต่เงินหายหมดแล้ว อยากถอนเงินคืน ก็ถอนไม่ได้ อยากได้เงินดังกล่าวคืน
นางสาวรวิวรรณ สุวรรณ์ อายุ 18 ปี นร.ชั้น ม.6 โรงเรียนปะเหลียนผดุงศิษย์ ซึ่งยอมขาดเรียนเดินทางมาพร้อมกับแม่ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมว่า เงินของครอบครัวตนมีทั้งหมด 3 บัญชี รวมกว่า 80,000 บาท ขณะนี้หายเกลี้ยง ซึ่งทั้งหมดแม่และตนช่วยกันเก็บออม เพื่อไว้สำหรับเป็นทุนการศึกษา ขณะนี้ใกล้จะจบ ม.6 จะต้องเดินทางไปสอบเรียนต่อ จึงไม่มีเงินสำหรับการเดินทางไปสอบหาที่เรียนใหม่ จึงอยากได้เงินคืน เพราะจะได้เป็นทุนสำหรับการนำไปเป็นค่าใช้จ่าย เพื่อหาที่เรียนใหม่ และทุนการศึกษา
ด้านนายสายัณห์ อินทรภักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กล่าวหลังรับหนังสือร้องเรียนของชาวบ้านว่า จะรีบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงให้เร็วที่สุด
ภาพ/ข่าว สุนิภา หนองตรุด ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.ตรัง
