- 15 ก.ย. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2560 ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุบลราชธานี นายวิชา แก่นการ อายุ 51 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ต.ข้าวปุ้น อ.กุดข้าวปุ้น จ.อุบลราชธานี เดินทางมายื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีผ่านนายไพฑูรย์ พรหมสอน ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุบลราชธานี เรื่องขอให้ตรวจสอบการใช่จ่ายเงินค่าแรงในโครงการ 9101 ตามรอยพ่อภายใต้ร่มบารมีเพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยโครงการแล้วเสร็จ โอนเงินค่าแรงครบ ต่อมาเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอแจ้งโอนเงินให้ชาวบ้านเพิ่มอีก ประมาณ 113,286 บาท โดยไม่ต้องทำงานอ้างเงินเหลือ ผู้ใหญ่ทางจังหวัดท้วงติงให้ไปหาวิธีบริหารเงินให้หมด ,ส่อทุจริต ไม่โปปร่งใส
นายวิชา แก่นการ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้อนุมัติโครงการ 9101 ตามรอยพ่อภายใต้ร่มบารมีเพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ซึ่งชุมชน ตำบลกุดข้าวปุ้นได้รับงบประมาณตามโครงการ 5 ล้านบาทแบ่งออกเป็น 2 ชุมชน โดยทางชุมชนได้ดำเนินการตามขั้นตอนจนแล้วเสร็จ แต่มีปัญหาพบข้อพิรุธเกิดขึ้นในส่วนที่เป็นการจ้างแรงงาน โครงการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพชุมชนเพื่อลดต้นทุนการผลิตของชุมชนตำบลกุดข้าวปุ้น ชุมชนที่ 1.1 ประกออบด้วยหมู่ที่ 1,8,14 ได้รับงบประมาณ 1,215,225 บาทแบ่งเป็นค่าวัสดุ 607,425 บาท ค่าแรงงาน 607,800 บาท ซึ่ง คณะกรรมการบริหารโครงการของชุมชนได้ดำเนินการประกาศรับสมัครแรงงาน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบข้อกำหนด เมื่อโครงการดำเนินการแล้วเสร็จ คณะกรรมการบริหารโครงการ ได้มีการสั่งจ่ายเงินเข้าบัญชีแรงงาน โดยผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขากุดข้าวปุ้นเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา
นายวิชา แก่นการ กล่าวว่า หลังจากที่ชาวบ้านได้รับเงินค่าแรงงานเสร็จเรียบร้อยแล้วประมาณ 10 วัน ตนเองได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของเกษตรอำเภอกุดข้าวปุ้นว่า มีเรื่องที่จะปรึกษาเรื่องค่าแรงงาน เพราะหลังจากที่สรุปค่าใช้จ่ายต่างๆแล้วเกิดมีปัญหาเงินค่าแรงยังคงเหลือจำนวนมาก เบื้องต้นได้ทำรายงานให้ทางจังหวัดทราบแต่ถูกผู้ใหญ่ในจังหวัดท้วงติง และให้กกลับไปหาวิธีบริหารเงินค่าแรงที่คงเหลือให้เรียบร้อย โดยทางเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอกุดข้าวปุ้นได้บอกว่าได้คุยกับผู้ใหญ่ทางจังหวัดและได้แนะนำให้ขอความร่วมมือกับผู้นำหมู่บ้านว่าให้โอนเงินค่าแรงส่วนที่เหลือเข้าบัญชีผู้ใช้แรงงานในโครงการชุดเดิมที่มีอยู่แล้วเพิ่มโดยไม่ต้องทำงาน ซึ่งต่อมาก็มีการโอนเงินค่าแรงเข้าบัญชีรอบ 2 ลงวันที่ 5 กันยายน 2560 ตามบัญชีแรงงานเดิมทั้งๆที่โครงการดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว รวมเป็นเงิน 113,286 บาท
ชาวบ้านก็ไม่ได้ทำงานในโครงการอีก แต่ยังได้รับเงินค่าแรงโดยไม่ได้ทำงาน ตนเองก็ได้รับโอนเงินเข้าบัญชีด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเงินดังกล่าวมาจากไหน จึงได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และยื่นหนังสือถึงสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 5 อุบลราชธานี ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่งภาษีของพี่น้องประชาชน ไม่ให้ใครมาแสวงหาผลประโยชน์จากโครงการงบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุน
“ทางตนเองได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอกุดข้าวปุ้นว่าไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ ในเมื่อโครงการได้ดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เงินส่วนที่เหลือก็ต้องส่งคืนหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพราะเป็นเงินที่มาจากภาษีของประชาชน เราจะนำมาโอนให้แรงงานโดยที่ไม่มีการทำงานเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร มันเข้าข่ายทุจริตค่าแรงในโครงการฯซึ่งเห็นว่าไม่ถูกต้อง” นายวิชากล่าว
ด้านนายทวี มาสขาว เกษตรจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า เบื้องต้นจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียน ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำความผิดจริงตามที่มีการร้องเรียน ก็จะดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบต่อไป
ข่าว/ภาพ จิรวัฒน์ บุญจอง ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จังหวัดอุบลราชธานี
