- 16 ก.ย. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันนี้(16 ก.ย.60)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จุดตรวจ บริเวณด้านหน้าตู้ยาม 641 จุดบริการประชาชน สภ.ปราสาท จ.สุรินทร์ พบ พ.ต.ต.เทียนชัย ชาลี สารวัตร หัวหน้าชุดป้องกันและลดอุบัติเหตุการจราจรทางถนน ภ.จว.สุรินทร์ นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมาก ออกมาตั้งด่านตรวจจับความเร็ว ซึ่งสามารถตรวจจับผู้กระทำผิดได้และมีการเปรียบเทียบปรับ ณ จุดตรวจ เป็นจำนวนมาก หนึ่งในจำนวนนั้น มีการเรียกตรวจรสบัส โดยสารประจำทาง ของบริษัทชื่อดัง ซึ่งเป็นรถบัส 2 ชั้นปรับอากาศ ระดับ VIP ยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ มี นายเกรียงศักดิ์ ปาภูเขียว พนักงานขับรถ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว เรียกตรวจ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา ว่าขับรถเร็วกว่า 110 ก.ม./ช.ม.
นายเกรียงศักดิ์ ปาภูเขียว พนักงานขับรถบัสเมอร์เซเดส-เบนซ์ คันดังกล่าว ได้พยายามอธิบายให้ พ.ต.ต.เทียนชัย ชาลี สารวัตร หัวหน้าชุดป้องกันและลดอุบัติเหตุการจราจรทางถนน ภ.จว.สุรินทร์ ได้ทราบและพา มาดูอุปกรณ์ ติดตั้งระบบ GPS ให้สามารถรายงานสถานะของรถแต่ละคัน ซึ่งกรมการขนส่งทางบก และบริษัท สามารถตรวจสอบสถานะของรถโดยสารประจำทาง แบบเรียลไทม์
พ.ต.ต.เทียนชัย ชาลี สารวัตร หัวหน้าชุดป้องกันและลดอุบัติเหตุการจราจรทางถนน ภ.จว.สุรินทร์ ได้มอบหมายให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมด้วย นายเกรียงศักดิ์ ปาภูเขียว พนักงานขับรถบัส ได้ทดสอบเครื่องจับความเร็ว ของ ชุดป้องกันและลดอุบัติเหตุการจราจรทางถนน ภ.จว.สุรินทร์ โดยใช้รถยนต์ส่วนตัวของ ผู้สื่อข่าวประจำ จ.สุรินทร์ ทดลองวิ่งมาด้วยความเร็วสูง เพื่อให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดป้องกันและลดอุบัติเหตุการจราจรทางถนน ภ.จว.สุรินทร์ ที่ปฏิบัติการ อยู่ในรถตู้ แอบอยู่ข้างถนน ก่อนถึงจุดตรวจ 1 ก.ม. เมื่อรถวิ่งมาถึงก็พบ เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ต่างช่วยกันทำหน้าที่ ดังนี้ ตำรวจนายหนึ่งจะมีหน้าที่ส่องกล้องตรวจจับความเร็ว ตรวจจับไปที่รถยนต์ที่วิ่งสวน เมื่อพบความเร็วเกินกฎหมายกำหนด ก็จะใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพ พร้อมรีบส่งไปในไลน์กลุ่มทันที และพบว่า เจ้าหน้าที่อีกหนึ่งนาย ที่นั่งคู่กันก็จะวิทยุแจ้ง ไปยังด่านตรวจ ก็สกัดจับ ก่อนออกใบสั่ง และทำการเปรียบเทียบปรับ
แต่สำหรับ กรณี รถบัสโดยสารรายนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีการออกใบสั่ง เนื่องจากมีการ ยกข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง มาโต้แย้ง ปรากฏว่า การตรวจจับความเร็ว ไม่สามารถปริ๊น สลิป ระบุความเร็ว ออกได้ จึงเป็นเพียงการว่ากล่าวตักเตือน
นายเกรียงศักดิ์ ปาภูเขียว อายุ 36 ปี พนักงานขับรถบัส กล่าวว่า ตนเชื่อมั่นในมาตรฐาน รถบัส เบนซ์ มูลค่ากว่า 4.5 ล้านบาท และมาตรฐาน ระบบ GPS ออกโดยกรมการขนส่งทางบก ซึ่งตนขับมาทุกวัน ส่วนเครื่องวัด ตรวจจับความเร็ว ของตำรวจ ตนไม่ทราบ ซึ่งตนยืนยันว่า ไม่ได้ขับรถเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด ซึ่งถ้าขับรถเร็วเกินกกหมายกำหนด ระบบ GPS จะแจ้งเตือนทันที กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งข้อกล่าวหาว่า ตนขับรถเร็ส 110 ก.ม./ช.ม. อย่างน้อย GPS ที่หน้ารถ ตรงพ่วงมาลัยคนขับ ต้องร้องเตือนทันทีอยู่แล้ว แต่ระบบ GPS ไม่ดัง เข็มไมล์ขณะขับ 85 ก.ม./ช.ม.
ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ ตรวจสอบพบว่า กล้องตรวจจับความเร็ว ชุดป้องกันและลดอุบัติเหตุการจราจรทางถนน ภ.จว.สุรินทร์ ใช้ยี่ห้อ FALCON เป็นกล้องเป็นหลัก บันทึกตรวจจับความเร็วด้วยการใช้โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ ซัมซุง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดป้องกันและลดอุบัติเหตุการจราจรทางถนน ภ.จว.สุรินทร์ ออกใบสั่งด้วยการเขียน ด้วยลายมือ โดยมีนายตำรวจสัญญาบัตร ยศสูงสุดคือ พ.ต.ต. เป็นผู้กำหนดค่าปรับตามมาทันที หากเป็นรถยนต์ขั้นต่ำน่าจะอยู่ที่ 400 บาท ทั้ง ๆ ที่หากเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมาปฏิบัติหน้าที่เอง โทษว่ากล่าวตักเดือนก็มีแต่วันนี้ พบว่า ได้เห็นน้อยมาก
-ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากเรื่องของส่วนแบ่งค่าปรับที่จราจรได้ 50% ปกครองท้องที่ได้ 50% อย่างค่าปรับ 400 บาท ตำรวจได้ 200 บาท 10 บาทเข้ารัฐ อีก 190 บาทแบ่งกัน ตำรวจที่ออกใบสั่งจะได้ส่วนแบ่ง 60% คือ 114 บาท นอกจากนี้โทษปรับแต่ละกรณีไม่เหมือนกัน บางรายโดน 800 บาท บางรายโดน 1,000 บาท
ทุกวันนี้จึงพบว่า มีการตั้งด่านตรวจเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเขียนใบสั่งพร้อมค่าปรับมาพร้อมกัน ทั้ง ๆ ที่ภายใต้อำนาจของตำรวจจราจร จะสามารถว่ากล่าวตักเตือนได้ แต่นับวันจะหายากขึ้นทุกที ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตกันว่าเป็นเพราะตำรวจจราจรมุ่งแต่ออกใบสั่งทำยอดหรือไม่ เพราะยอดปรับมากส่วนแบ่งก็ได้มากตามไปด้วย
ภาพ/ข่าว ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.สุรินทร์
