- 18 ก.ย. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันที่18 ก.ย.60 นายธนปกรณ์ วิศวามิตรผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย อสมท.ประจำจังหวัดปราจีนบุรี และนายทองสุข สิงห์พิมพ์ ทีมงานข่าวผู้สื่อข่าวสำนักข่าวทีนิวส์ ประจำจังหวัดปราจีนบุรี ได้เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.เชิตศักดิ์ พันธุ์พาณิชย์ พงส. สภ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี โดยทั้งสองแจ้งว่า ถูกนายสายชล หนูแดงนักข่าวสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ได้พูดจาฝากแหล่งข่าวคนสนิทข่มขู่ต่างๆนาๆว่าให้ระวังตัวให้ดีจะถูกทำร้าย โดยเฉพาะนักข่าวช่อง 9 อสมท.ลูกพี่ใหญ่ให้ระวังตัวให้ดี และนักข่าวที่ทำข่าวขุดคุ้ยเรื่องน้องกุ้งนาง เรื่องที่น้องกุ้งนางและ ยายที่ได้ร้องทุกข์ว่า ขอให้นายสายชล ที่เก็บสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ของน้องกุ้งนางที่ประชาชนสงสารบริจาคหลังเป็นข่าวผ่านสื่อมวลชน เนื่องจากเป็นเด็กกตัญญู ดูแลแม่ป่วยติดเตียง เนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตกตั้งแต่ปี 2557 ขอให้นำสมุดบัญชีเงินบริจาค รวมจำนวน 1 ล้านบาทคืน โดยพูดต่อหน้านายกสมาคมนักข่าวจังหวัดสระแก้ว และ พ่อค้าแม่ค้าอีกหลายคน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 ก.ย.) นายทองสุข กล่าวว่า “เหตุเกิดทางขึ้นเขาใหญ่ ต.โนนหอม อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งในวันนั้นนายกสมาคมนักข่าวสระแก้ว ได้ให้แหล่งข่าว มาดูรถให้เพราะรถเสียระหว่างทาง แหล่งข่าวเป็นคนสนิทของผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย อสมท.ประจำจังหวัดปราจีนบุรี จึงเดินทางมาเพื่อที่จะให้การช่วยเหลือ แต่ได้พบกันนายสายชลอยู่กับนายกสมาคมฯ ก่อนแล้ว ทันทีมาถึงเห็นว่าเป็นคนรู้จักกันจึงทักทายกันตามมารยาท
จากนั้นนายสายชลก็ได้ พูดฝากบอกถึงนายธนปกรณ์ เป็นคนแรก และนักข่าวในจังหวัดปราจีนบุรี ที่ทำข่าวน้องกุ้งนาง ช่วงวันแม่แห่งชาติที่ผ่านมา แหล่งข่าวคนดังกล่าวยังถามนายสายชลกลับไปว่า ทำไมพูดแบบนี้ นายสายชลกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธแค้นไม่พอใจต่ออีกว่า "กูอยากทำอะไรให้คนรู้ คนเห็นให้ระวังตัวให้ดีแล้วกัน" แหล่งข่าวใช้เวลาพูดคุยกันกับนายกสมาคมฯ อยู่พักหนึ่งจึงขอตัวกลับ ไม่เข้าใจว่าทำไมนายสายชล พูดจาในลักษณะข่มขู่คุกคามสื่อด้วยกันแบบนี้” ผู้สื่อข่าวรายงาน ย้อนหลังเหตุการณ์กลับไปถึง ช่วงวันแม่ ที่ผ่านมา ในกรณีน้องกุ้งนางเด็กยอดกตัญญูที่ต้องดูแลแม่ที่ป่วยติดเตียง ซึ่งกำลังตกอยู่ในสภาพที่ขัดสนเรื่องเงิน ที่จะนำมาซื้อแพมเพิทให้แม่ใช้ ซึ่งมีเพียงยายคำผง ทองเล็ก ผู้เป็นยายที่คอยดูแลแม่น้องกุ้งนาง ที่นอนซมติดเตียง พอมีเงินเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุมาซื้อมาใช้จ่ายในครัวเรือน ซึ่งก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2557 มีเงินบริจาคช่วยเหลือน้องกุ้งนาง จำนวนหนึ่งล้านบาท แต่อยู่ในสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารซึ่งนายสายชล เป็นคนถือสมุดเงินฝากของน้องกุ้งนางไว้ โดยระบุว่า ต้องรอให้น้องกุ้งนางมีอายุ18 ปีก่อนค่อยคืนสมุดให้
ช่วงระยะเวลาดังกล่าวนางคำผงกับหลาน ก็ได้พยายามติดต่อกับนายสายชล เพื่อที่จะคุยเรื่องเงินฝากที่ธนาคารหนึ่งล้านบาท แต่ก็ถูกบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด อ้างว่าไม่อยู่บ้าน เดี๋ยวจะคืนให้ ก็ได้แต่รอๆ 2 ยายหลานคุยกันเสมอว่าถ้าได้เงินที่เหลือมาใช้จ่ายดูแลรักษาแม่ แม้ว่าเงินหนึ่งล้านบาทที่เก็บไว้เพื่อเป็นทุนการศึกษาจะหมดไปกับการซื้อยาและซื้อของใช้ให้แม่หมดลงไปก็ไม่เสียดายและไม่เสียใจขอให้ได้เอามารักษาแม่ และจะใช้จ่ายอย่างประหยัดที่สุดหลังจากนั้นเมื่อมีนักข่าวมาทำข่าวเรื่องยายคำผง ที่ชราแล้ว แต่ก็ยังรักและเฝ้าดูแลลูกสาว ที่ป่วยติดเตียง ยายคำผง และ น้องกุ้งนาง จึงร้องทุกข์ เรื่องที่นักข่าวไม่คืนบัญชีเงินฝาก โดยที่เป็นข่าว 2 วันเสนอต่อเนื่องกัน และจากนั้นนายสายชล หนูแดงทราบ ได้ปรากฏตัวที่ สภ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี และนำสมุดเงินฝากมาคืนให้ กับ 2 ยาย-หลาน โดยมีการประสานกันระหว่างรองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี โดยยืนยันว่าเป็นการเข้าใจผิดไปกันเองยอดเงินยังอยู่ครบ
ครั้งนั้น สื่อทั้งส่วนกลางกับท้องถิ่น หลายสำนัก ได้เสนอข่าวกันตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งนายสายชล หนูแดง ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหลายสำนักว่าตนเองไม่มีเจตนาที่จะโกงเงินน้องกุ้งนาง ตามที่เสนอข่าวไป วันนี้ตนเองออกมาแสดงตัวและคืนเงินเต็มจำนวน ดูเหมือนว่าจะจบไปแล้วแต่นายสายชลก็ได้มาพูดจาข่มขู่นักข่าวที่เสนอข่าวนี้ ถ้าจะโกรธนักข่าวที่นำเสนอข่าวนี้ทั้งหมด ทำไมต้องมาเลือกไม่พอใจคนนั้นคนนี้ โดยนายสายชลได้พยายามบอกสังคมภายในว่าเป็นการนำเรื่องส่วนตัว มาทำตนเสียชื่อเสียง ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเพราะไม่ใช่เรื่องที่จะมาล้อเล่นไม่เกี่ยวกัน ครั้งหนึ่งนายสายชล ได้กล่าวยั่วยุไม่พอใจ โดยพูดถามนายนายทองสุข ตอนอยู่ที่โรงแรมทราวดีรีสอร์ท อ.ศรีมหาโพธิ ว่า "ไงพี่.สนุกมากมั้ย มันไหม สนุกมากมั้ย" ต่อหน้าเจ้าหน้าที่รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรซึ่งนายทองสุขได้ตอบกลับไปว่า"อะไรอะไรเรื่องมันจบไปแล้ว แล้วก็ให้แล้วกันไปสิทำไมมาพูดแบบนี้" นายสายชลกล่าวเสียงดังโดยไม่สนใจใครทั้งนั้น พร้อมกับกล่าวอีกว่า "เออ.ระวังตัวให้ดีเถอะทำตัวให้ดีให้ขาวสะอาดไว้เถอะ" นายทองสุขหันมาพูดว่า "มีอีกเขาก็เอาอีกทำข่าวอีก" เมื่อเข้าไปทำข่าวในห้อง นายสายชลก็เดินเบียดนายทองสุขในงาน ซึ่งก็รู้ว่านายสายชลไม่พอใจ และต่อมานายสายชล ก็มาพูดข่มขู่ฝากแหล่งข่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้พูดแบบนั้น ถ้าตัวเองบริสุทธิใจ ไม่ควรที่จะเที่ยวพูดจาข่มขู่ ด่าทอคนอื่นแบบนี้ การเป็นนักข่าว ไม่ใช่ว่าจะอยู่เหนือคนอื่นเสมอไป ขอย้ำว่าไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน เอาความเป็นคนเอาความจริงมาพูดกัน นายธนปกรณ์กับนายทองสุข กล่าวว่า “พร้อมที่จะให้อภัย แต่นายสายชลยังไม่มีท่าทางที่จะทำตัวให้นิ่งสักนิด ถ้าไม่พอใจกันก็ต่างตนต่างอยู่ อย่ามายุ่งเกี่ยวกันทำได้ทำไป ไม่มีใครว่า การที่นายสายชลพูดจาข่มขู่แบบนี้ จึงพากันมาแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ทุกวันนี้พวกตนก็ต่างคนต่างทำทางใครทางมันอยู่แล้วแต่ไม่เข้าใจว่านายสายชลคิดยังไงในใจ”นายธนปกรณ์กับนายทองสุข กล่าว
ภาพ/ข่าว มานิตย์ สนับบุญ / ทองสุข สิงห์พิมพ์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ. ปราจีนบุรี
