- 01 ต.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันนี้ 1 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่านางวิยะดา จารัมย์ อายุ 36 ปี ชาวบ้านหมู่บ้านเล็บเหยี่ยว ต.ชุมเห็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ได้ออกมาชี้แจง และยอมรับว่าเด็ก 10 ขวบที่แจ้งตำรวจว่าแม่ทิ้งลงจากรถ แล้วไปอาศัยกินข้าวกับพระที่วัดอีสาณ เมื่อวันวานนี้( 30 ก.ย.)ที่ผ่านมากรณี เป็นลูกชายของตัวเอง แต่ไม่ได้เป็นไปตามที่เล็กเล่า
นางวิยะดา เล่าว่า ก่อนหน้านี้ลูกชายอาศัยอยู่กับสามีของตนเอง ซึ่งได้แยกทางกันนานแล้ว โดยลูกชายอาศัยอยู่กับพ่อที่จังหวัดนนทบุรี กระทั่งมีได้รับการติดต่อจากสถานแรกรับเด็กชายปากเกล็ด(บ้านภูมิเวท)ว่าต้องการรับลูกเอาไปเลี้ยงหรือไม่
ตนเองถึงแม้จะมีฐานะยากจน ไม่อยากจะให้ลูกชายไปอยู่สถานที่แบบนั้น จึงตัดสินใจไปรับมาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 60 เอามาฝากเข้าเรียนที่โรงเรียนบ้านสวายสอ ต.บัวทอง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ตั้งแต่มาอยู่กับแม่ลูกชายเป็นคนชอบโกหก คล้ายเหมือนเด็กเกเร
วันเกิดเหตุวานนี้ ได้ดุด่าลูกชาย แล้วออกไปทำงานรับจ้างตามปกติ กระทั่งมีตำรวจเอาลูกมาส่งที่บ้าน แต่ก็ตกใจไม่คิดว่าลูกชายจะไปสร้างสถานการณ์แบบนี้ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องที่เป็นจริง ลูกชายเดินออกจากบ้านไปเอง ซึ่งวัดที่ลูกชายเข้าไปอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 2 กม.หลังจากนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะอบรมลูกชายอย่างไร เพราะไม่ได้เลี้ยงมาก่อน
กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 ก.ย.เวลาประมาณ 16.00 น. ตำรวจ สภ.เมืองบุรีรัมย์ ได้รับแจ้งจากพระวัดอีสาณ ต.อีสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ มีเด็กชายถูกทิ้งมาขออาศัยกินข้าวอยู่ภายในวัด ใกล้กับโรงเรียนเทศบาล 2
ใส่เสื้อแขนสั้นกางเกงขาสั้น อยู่ในศาลาภายในวัด ตำรวจสอบถามทราบชื่อ ด.ช.สงกรานต์ สามลา อายุ 10 ปี เรียนอยู่โรงเรียนสวายสอ และแจ้งกับตำรวจว่า สาเหตุที่มาขอข้าววัดกิน เพราะเมื่อช่วงเช้า นั่งซ้อนรถจักรยานยนต์มากับแม่ ซึ่งอยู่บ้านเล็บเหยี่ยว ต.ชุมเห็ด เมื่อมาถึงบริเวณทางข้ามรถไฟ หน้าโรงเรียนเทศบาล 2 แม่ได้บอกให้ลงจาก แล้วขับรถหนีไปต่อหน้า
ด.ช.สงกรานต์ เล่าด้วยว่า หลังจากนั้นไม่รู้จะไปทางไหน เพราะไม่รู้จักใคร เนื่องจากเพิ่งย้ายมาจากกรุงเทพฯ มาเรียนที่โรงเรียนสวายสอ ได้ประมาณ 3-4 เดือนก่อนหน้านี้
จากนั้นได้เดินมาตามทางกระทั่งเจอวัดอีสาณ จึงเดินเข้าไปพักศาลา ก่อนจะมีพระมาสอบถาม แล้วเอาข้าวมาให้รับประทาน ส่วนสาเหตุที่แม่ทิ้งน่าจะมาจากตนเองเป็นคนชอบโกหกแม่
ภาพ/ข่าว ณทชา อยู่ประพัต ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวทีนิวส์ จ.บุรีรัมย์
