- 02 ต.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีเหตุวิวาห์ล่มที่ ระหว่างนางสาวเอ (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี และนายบี (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ที่ จ.กระบี่ เนื่องจากเจ้าบ่าวไม่มาร่วมพิธี สร้างความโศกเศร้าเสียใจแก่เจ้าสาว และพ่อแม่เป็นอย่างมาก ต่อมา เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ฝ่ายเจ้าสาวได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับฝ่ายเจ้าบ่าวในข้อหาพรากผู้เยาว์ และเตรียมฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากลงทุนจัดงานเลี้ยงไปร่วมกว่า 3 แสนบาท ขณะที่ฝ่ายเจ้าบ่าวอ้างความจน พร้อมสู้คดีอ้างฐานะยากจน แต่สาเหตุพ่อเจ้าสาวไม่ยอมรับ และจะยอมสู้คดีไม่หลบหนีไปไหน ล่าสุดทนายความชื่อดังอาสา ว่าความสู้คดีให้ฝ่ายชายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 2 ต.ค.60 ร.ต.อ.บุญส่ง ล่องวารี รองสารวัตรสอบสวนสภ.เขาพนม จ.กระบี่ ได้นำตัวเจ้าสาวซึ่งยังเป็นเยาวชนไปสอบปากคำร่วมกับทางอัยการ นักจิตวิทยา รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยในเบื้องต้นยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าจะเข้าข่ายข่มขืนกระทำชำเราด้วยหรือไม่ ทั้งนี้คำให้การของเด็ก ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุทางฝ่ายชายได้โทรศัพท์ติดต่อไปให้ไปที่บ้านฝ่ายชาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ต้องมีการสอบสวนกันอย่างรอบคอบในการดำเนินคดี ส่วนข้อหาพรากผู้เยาว์นั้นได้แจ้งไปแล้วก่อนหน้านี้ หลังจากนี้ก็จะประสานทางสภ.ทุ่งใหญ่ ให้ออกหมายเรียกฝ่ายชาย มารับทราบข้อกล่าวหา หากไม่มา ก็จะพิจารณาขออำนาจศาลออกหมายจับกุมตัวต่อไป ทั้งนี้ ข้อหาพรากผู้เยาว์ เป็นคดีอาญา ไม่สามารถยอมความได้ หากมีการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว
ด้านนายสมพงศ์ อินศิริ พ่อฝ่ายหญิง ภายหลังจากมีการแจ้งความดำเนินคดี กับฝ่ายชาย แล้ว ก็ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ แต่จะให้การในชั้นศาลเท่านั้น ขณะที่น้องชาย นายสมพงศ์ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส วัด แห่งหนึ่ง ใน จ.นครศรีธรรมราช ได้เปิดเผยถึงสาเหตุที่ทำให้วิวาห์ล่ม ในครั้งนี้ว่า ไม่ได้เกิดจากฝ่ายเจ้าสาว กรณีที่ทางฝ่ายเจ้าบ่าวอ้างว่าหาเงินมาได้1แสนแล้ว แต่ในวันแต่งงานยังขาดอีก 5หมื่นบาทนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเหตุการณ์คงไม่ลงเอยแบบนี้ ก่อนถึงวันงานประมาณ 1เดือน ก็ได้มีการรับปากเป็นมั่นเหมาะ ซึ่งตนก็ได้ร่วมหารือกับพ่อเจ้าสาวและญาติๆ แล้ว หากเขาหาได้จริงตามที่อ้างในวันแต่งก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ในคืนก่อนวันงานฝ่ายเจ้าบ่าวโทรมาแจ้งนั้นบอกว่า หาได้แค่4-5 หมื่น เท่านั้น จะให้เจ้าบ่าวมาได้หรือไม่ มาทำกันแบบนี้เหมือนเขาจะเอาไปฟรีๆ แล้วทำไมไม่บอกก่อนหน้านี้ หรือเพราะเห็นว่าเด็กท้องแล้ว จะทำยังไงก็ได้ เมื่อเห็นว่าได้เปรียบ แต่มาวันนี้กลับมาบอกว่าหาได้ 1แสน ซึ่งทำให้สังคมเข้าใจผิดกับฝ่ายเจ้าสาวเป็นต้นเหตุ มันไม่ยุติธรรมกับผู้หญิง “ทางพ่อเจ้าสาว เอง ก็รักลูกไม่แพ้ พ่อแม่ฝ่ายเจ้าบ่าว ไม่มีใครอยากให้ลูกสาวคนเดียวตัวเองต้องเป็นม่าย แม้ว่าทางฝ่ายเจ้าบ่าวต่อรองสินสอดก็ยอมลดให้ เหลือ 1.5 แสน ฝ่ายเจ้าบ่าวก็ตกลง ไม่ใช่มาบอกในคืนก่อนวันงาน หากฝ่ายเจ้าบ่าวยังพูดไม่ตรงความจริง ก็จะต้องปล่อยให้เป็นตามกฎหมาย พร้อมสู้กันในชั้นศาล เพราะมีหลักฐานชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากจะมีการหาคนกลางมาตกลงเจรจาตกลงกัน ทางฝ่ายเจ้าสาวก็ยินดี แต่ต้องพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา อย่าได้โกหกกันเลย ตอนนี้ฝ่ายหญิงก็เสียหายมากแล้ว น้องชายนายสมพงศ์กล่าว
ข่าว/ภาพ บัญฑิต รอดเกิด ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.กระบี่
