- 03 ต.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
กรณีชาวบ้านในหลายอำเภอที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เรียกร้องให้ผู้รับผิดชอบโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ชนิดปูพรม เพราะเชื่อว่าโครงการนี้ มีการดำเนินการส่อไปในทางทุจริต ไม่โปร่งใส ในขั้นตอนการทำโครงการทั้งระบุ โดยจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณจำนวน 220 โครงการ เป็นเงิน 422,493,549 บาท และมีสำนักงานเกษตร จ.กาฬสินธุ์ และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์ จ.กาฬสินธุ์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ซึ่งนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้สั่งการให้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นการด่วน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2560 ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ รายงานว่า นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มอบหมายให้ นายสนั่น พงษ์อักษร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ นายธนูสินธุ์ ไชยสิริ ปลัด จ.กาฬสินธุ์ นางสาวชุลีพร ภูสมศรี ผอ.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ นายไชยา เครือหงส์ หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรม จ.กาฬสินธุ์ ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ และได้ทำหนังสือเป็นวิทยุด่วนแจ้งให้นายอำเภอทุกอำเภอและศูนย์ดำรงธรรมซึ่งได้รับการร้องเรียนในโครงการ 9101ฯให้ทำการตรวจสอบทุกโครงการที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยจังหวัดกาฬสินธุ์ ดำเนินโครงการทั้งสิ้น 220 โครงการงบประมาณ 422,493,549 บาท
โดยที่ศูนย์ดำรงธรรม จ.กาฬสินธุ์ได้มีการประชุมเพื่อสรุปปัญหาการร้องเรียน รวมถึงการลงพื้นที่สุ่มตรวจ โดยนายสนั่น พงษ์อักษร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ นายธนูสินธุ์ ไชยสิริ ปลัด จ.กาฬสินธุ์ นางสาวลีพร ภูสมศรี ผอ.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ และเจ้าหน้าที่เข้าไปติดตามสุ่มตรวจที่บ้านนากุดสิม หมู่ที่ 3 ตำบลสายนาวัง อำเภอนาคู ซึ่งตำบลนี้ทำโครงการปุ๋ยอินทรีย์ด้วยงบประมาณ 2.5 ล้านบาท โดยมี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน รับผิดชอบโครงการ และมี นายบำรุง คะโยธา อดีตสมัชชาคนจน และกรรมการศูนย์ชาวนาเอเชีย เฝ้าสังเกตการณ์ ซึ่งปรากฏปัญหาการร้องเรียนว่าไม่โปร่งใส มีการสวมชื่อแรงงาน ทั้งที่ไม่มีจริงและมีการหักหัวคิวเป็นค่าสมัครในการเข้าร่วมโครงการ 9101 คนละ 120 บาทจากค่าแรงงาน ที่ก็เหมือนจะคล้ายกับปัญหาการทุจริต เขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ อำเภอยางตลาด
นายสนั่น พงษ์อักษร รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า การเข้าสุ่มตรวจถือเป็นการเริ่มต้นในการตรวจสอบตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งได้สั่งการให้ นายอำเภอทั้ง 18 อำเภอ ทำการตรวจสอบทุกโครงการแบบปูพรม ซึ่งเบื้องต้นพื้นที่นี้ก็เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริง และยังไม่สรุปว่าผิดหรือถูกแต่มารับฟัง ซึ่งก็มีทั้งหน่วยงานทหารเข้ามาร่วมติดตาม แต่ในกรณีนี้หากมีการพบทุจริต ก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเงินคืนหรือต้องดำเนินคดีอาญา
ด้าน นายบำรุง คะโยธา อดีตสมัชชาคนจน กรรมการศูนย์ชาวนาเอเชีย กล่าวว่า เงิน 2.5 ล้านบาทต่อชุมชน เชื่อว่าเป็นเงินที่มีประโยชน์จริง ถ้ามีเวลาในการทำงาน ให้ชาวบ้านได้คิดและมีการทำประชาคมให้เกิดความรักหวงแหนในงบประมาณแผ่นดิน แต่ลักษณะที่มาของ โครงการ 9101 ตามรอยพ่อฯ เป็นโครงการที่ยัดเยียดลงมาให้กับชาวบ้าน โดยผ่าน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ลงมายังหน่วยงานในสังกัดเกษตรฯ ที่โดยสรุปเป็นโครงการเร่งด่วนที่ชาวบ้านรับรู้แต่ว่าจะต้องใช้งบประมาณให้หมดเท่านั้น เรื่องนี้จริงๆสงสารเจ้าหน้าที่เกษตรฯทุกส่วน เพราะถูกสั่งให้ใช้เงิน ในแต่ละพื้นที่คิดง่ายๆว่าจะทำอย่างไรให้ได้ใช้งบประมาณตามเป้าหมาย สุดท้ายส่วนใหญ่ก็ออกมาเป็นปุ๋ย คราวนี้เมื่อเป็นปุ๋ยก็เกิดช่องว่าง เพราะในช่วงนั้นก็จะมีผู้รับเหมาเร่งจัดส่ง ยูเรีย ที่เป็นส่วนผสม บางแห่งเป็นแกลบ บางแห่งเป็นขี้ไก่ ก็บอกว่าทำปุ๋ย
“ตรงนี้คือช่องโหว่ จะว่าทุจริตได้หรือไม่นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับการตรวจสอบ เพราะในบางหมู่บ้านบางแห่ง ที่ทำปุ๋ยเสร็จ เงินใช้ไม่หมดแต่เพื่อให้เงินหมดก็เอาชื่อญาติพี่น้องของตนเองเข้ามาเบิกเงิน หรือในบางแห่งเจ้าหน้าที่ก็จะรู้กันกับผู้รับเหมา เรื่องนี้ตรวจสอบได้ ถ้าตรวจจริงๆ ทั่วประเทศจะพบว่ามีการทุจริตในทุกจังหวัดอย่างแน่นอน” นายบำรุงกล่าว
นายบำรุง กล่าวต่อว่า สิ่งสุดท้ายนั้นจากนี้ในยุคข้าวยากหมากแพง โครงการนี้ที่คิดแบบทหารมีความผิดพลาดชัดเจน เพราะรูปแบบ โครงการ 9101 ตามรอยพ่อฯ เริ่มต้นและ ครม.อนุมัติ ใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์แถมประกาศให้ทำโครงการเพียงเดือนเศษ จึงขอให้รัฐบาล หากจะจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่ควรให้เวลาในการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ มีคุณธรรม เพราะหากยังคงเทงบประมาณลงพื้นที่ในรูปแบบนี้ คงจะเป็นการสอนให้ชาวบ้านโกงมากกว่าที่จะเป็นการทำเกษตรพอเพียงตามรอยพ่อ
ภาพข่าว/ชมพิศ ปิ่นเมือง ข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.กาฬสินธุ์
