อิ่มบุญกันถ้วนหน้า!! พุทธศาสนิกชนสวมชุดไทย ร่วมทำบุญใส่บาตรข้าวสารวัดโคกโค เป็นวัดที่มีประวัติศาตร์ตั้งแต่สมัยพ่อ ร.5

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th

                    วันที่4 ตุลาคม 2560 เวลา 09.00 น.ที่จังหวัดอุทัยธานี  บริเวณลานวัดเขาโคกโค เชิงบันใด 172 ขั้น ทางขึ้นสู่ยอดเขาโคกโค ตำบลทุ่งนาไทย อำเภอทัพทันวัดเขาโคกโค เทศบาลตำบลทัพทัน และพุทธศาสนิกชนได้ร่วมกันสืบสานประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ ในเทศกาลออกพรรษา โดยมีพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ได้ร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง และข้าวต้มลูกโยนแด่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 89 รูป ที่เดินลงจากยอดเขาโคกโค ตามบันได 172 ขั้น สู่ลานวัดเขาโคกโค ถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

อิ่มบุญกันถ้วนหน้า!! พุทธศาสนิกชนสวมชุดไทย ร่วมทำบุญใส่บาตรข้าวสารวัดโคกโค เป็นวัดที่มีประวัติศาตร์ตั้งแต่สมัยพ่อ ร.5

ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น สภาพอากาศโปร่งใส ผู้คนยิ้มแย้ม ส่วนใหญ่ได้สวมใส่ชุดไทยมาร่วมงานบุญออกพรรษาดังกล่าว กันอย่างเนืองแน่น สำหรับการจัดงานตักบาตรเทโวโรหณะ ของวัดเขาโคกนับว่าเป็นสถานที่คล้ายพุทธตำนานมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดอุทัยธานี รองลงมาจากวัดสังกัสรัตนคีรี อำเภอเมือง และในปีนี้เน้นการจัดงานแบบเรียบง่าย เพื่อการอนุรักษ์ประเพณีอันดีงามที่สืบต่อเนื่องกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษถึงปัจจุบัน และเพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีไทยเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชนสืบต่อไปในอนาคต และเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี และมีความรักความสามัคคีระหว่าง ประชาชน และพุทธศาสนิกชน ที่มาร่วมงานตักบาตร

อิ่มบุญกันถ้วนหน้า!! พุทธศาสนิกชนสวมชุดไทย ร่วมทำบุญใส่บาตรข้าวสารวัดโคกโค เป็นวัดที่มีประวัติศาตร์ตั้งแต่สมัยพ่อ ร.5

อิ่มบุญกันถ้วนหน้า!! พุทธศาสนิกชนสวมชุดไทย ร่วมทำบุญใส่บาตรข้าวสารวัดโคกโค เป็นวัดที่มีประวัติศาตร์ตั้งแต่สมัยพ่อ ร.5

ขณะเดียวกันวัดเขาโคกโคแห่งนี้มีมีปรากฎอยู่ในประวัติศาตร์จังหวัดอุทัยธานีว่า “หลวงปู่เจี้ยมท่านนี้ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อสิน วัดหนองเต่าผู้ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อเคลือบ วัดหนองกระดี่อีกที จึงถือได้ว่าเป็นยอดปรมาจารย์ในสายอุทัยธานีอีกท่านหนึ่งที่ควรแก่การจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์เมืองอุทัยฯ

ท่านเป็นพระผู้เฒ่าที่มีอาวุโสสูงสุดในบรรดาคณาจารย์ที่มีชื่อปรากฎอยู่ในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับคณะสงฆ์ในจังหวัดอุทัยธานี   ท่านเป็นทั้งพระนักปกครองซึ่งแม้ในที่สุดท่านได้เป็นเจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานีรูปแรก ในสมัยรัชกาลที่ 5ประมาณปี พ.ศ.2432-2443 มีฐานันดรศักดิ์ที่ “พระครูสุนทรมุนี” บารมีท่านมหาศาลนักว่ากันว่าถ้ามีการจัดงานวัดขึ้นในแถบนี้ไม่มีใครจะจัดได้ใหญ่โตเท่า และก็เป็นที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือตลอดงานจะไม่มีคนพาลพาโลมาแผ้วพานในงานของท่านเลย คงจะด้วยเกรงบารมีแห่งองค์ท่านนั่นเอง และยังได้ชื่อว่าเป็นพระนักพัฒนาที่มากไปด้วยบารมีอีกองค์หนึ่ง ดังจะเห็นได้ว่าท่านได้สร้างผลงานด้านถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนาไว้มากมายหลายแห่ง ยกตัวอย่างเช่น วัดเขาโคกโค วัดทุ่งนาไทย  วัดมะเดื่อ วัดดอนหวาย วัดทัพทันวัฒนาราม วัดหนองหญ้าไทร วัดสำนักโก และวัดขุนจัดเป็นต้น ฯ ประกอบกับท่านเป็นผู้มีอุปนิสัยพอใจในการเลี้ยงช้างเป็นอย่างยิ่งจึง ช่วยอำนวยประโยชน์ให้แก่งานก่อสร้างในสมัยก่อนได้สะดวกขึ้น กล่าวกันว่าท่านเที่ยวเสาะหาช้างดีไปทั่ว จนถึงเมืองเพชรบุรีก็ไป เกี่ยวกับการเลี้ยงช้างนี้มีเรื่องเล่าว่าท่านมีช้างอยู่ 3 เชือก มีอยู่เชือกหนึ่งเป็นช้างเผือก ท่านได้นำถวายสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นของคู่บารมี  ซึ่งในอดีตผู้แก่ผู้เฒ่าเล่าว่ามีปลักช้างอยู่ตรงต้นมะขามใหญ่บริเวณด้านหลังเมรุหลังปัจจุบัน  ความรอบรู้และบุญญาบารมีของท่านมิใช่เพียงเท่านั้น นอกจากจะมีความเชี่ยวชาญทางด้านการรักษาทั้งด้วยสมุนไพรใบยาหรือจะด้วยคาถาอาคมซึ่งล้วนเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายแล้ว ท่านยังมีความแก่กล้าในด้านวิชาอาคมขลังโดยเฉพาะเรื่องวาจาสิทธิ์ด้วยแล้วขึ้นชื่อนัก  อย่างเช่นครั้งหนึ่งท่านต้องการที่จะสร้างโบสถ์ขึ้นสักหลัง แต่ชัยภูมิที่ท่านหมายตาไว้นั้นกลับมีต้นไม้ใหญ่ขวางอยู่  เมื่อบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทราบเจตนารมย์ของท่านแล้วต่างก็ระดมกันมาเพื่อที่จะช่วยกันโค่นไม้ใหญ่นั้นลงเสีย แต่เมื่อท่านรู้เข้าท่านกลับสั่งห้ามแล้วบอกกับลูกศิษย์ว่า “ไม่ต้องไปตัดหรอก เดี๋ยวเขาก็เลี่ยงไปเอง” พอขาดคำท่านไม่นานนัก ต้นไม้ใหญ่มหึมาซึ่งไม่มีท่าทีว่าจะล้มได้โดยง่าย กลับโค่นล้มลงมาเองอย่างอัศจรรย์  บางครั้งเวลาหยุดพักระหว่างการตรากตรำงานก่อสร้างกันอยู่นั้น ท่านก็มักจะผ่อนคลายลูกศิษย์ด้วยการนำผ้าขาวม้ามาม้วน ๆ ลูบไปลูบมาในพริบตาก็กลายเป็นกระต่ายป่า  ให้ลูกศิษย์ได้วิ่งไล่จับพอได้สนุก แต่พอจับได้ทีไรกลับกลายเป็นผ้าขาวม้าดังเดิมทุกที หรืออีกเรื่องที่บอกถึงความเข้มขลังในวิชาอาคมของท่านได้ดีอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือเมื่อคราวที่พวกส่วยคุมช้างมาพักเหนื่อยในบริเวณวัดท่าน แล้วมาทำลองดีด้วยการถากหน้าแข้งตัวเองเป็นไม้ฟืน แต่ท่านทราบด้วยวาระจิตของท่านว่าพวกส่วยมันพรางตาแท้ที่จริงแล้วมันถากเสาศาลาต่างหาก  ท่านจึงนิ่งอยู่ชั่วอึดใจแล้วเป่าลมโดยบุ้ยปากไปทางศาลา 3 ครั้ง ฉับพลันสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นกล่าวคือเสาศาลาที่เป็นไม้กลับกลายเป็นของแข็งดุจหินผา แม้พวกส่วยจะจ้วงฟันลงไปสักกี่ครั้ง ก็เกิดไฟแลบเป็นประกายทุกคราว เหมือนเอามีดไปฟันหินฉะนั้น เมื่อพวกส่วยประจักษ์ต่อสายตาตัวเองในวิชาอาคมขลังของพระครูเฒ่า ต่างก็รีบกรูกันมาขอขมาลาโทษกันยกใหญ่  ส่วนในด้านเครื่องรางของขลังนั้นท่านทำอยู่บ้างอย่างเช่น ตะกรุด ผ้ายันต์ แต่ที่สำคัญคือชานหมากของหลวงพ่อ ว่ากันว่าเหนียวนักใครได้ไปต่างก็เป็นที่รักที่หวงแหนยิ่งนัก โดยมากมักจะนำไปเลี่ยมนาก เลี่ยมทองแขวนเป็นของขลังประจำตัวกัน

แม้ในวาระสุดท้ายในประมาณปี พ.ศ. 2446หลวงพ่อได้ถึงแก่มรณกรรมด้วยความชราภาพตามธรรมดาของสังขาร ประหนึ่งผลมะม่วงสุกงอมเต็มที่หลุดจากขั้วฉะนั้น งานศพของท่านก็จัดยิ่งใหญ่นักหนาสมหน้าสมตาไม่มีใครเกิน ผู้เฒ่าผู้แก่ในละแวกวัดทุ่งนาไทยเล่าว่า งานศพท่านตั้งศพไว้ 7 วัน 7 คืน แล้วจึงทำการฌาปนกิจที่วัดทุ่งนาไทย

เหตุการณ์ที่เกียวข้องกับหลวงพ่อเจี้ยมนี้มีปรากฎอยู่ในจดหมายเหตุกรุงรัตนโกสินทร์ดังนี้

การปกครองคณะสงฆ์เมืองอุทัยธานี ระหว่าง พ.ศ.2432 – 2441 นั้นปรากฏชื่อว่า พระครูสุนทรมุนี(เจี้ยม) วัดเขาคอกวัว(วัดเขาโคกโคในขณะนี้)เป็นพระครูเจ้าคณะใหญ่

วันที่  9  สิงหาคม  ร.ศ.  120  พ.ศ.  พระครูสุนทรมุนี  (เจี้ยม)  เจ้าคณะวัดทุ่งนาไทย  อาพาธถึงแก่มรณกรรม   (ซึ่งสันนิษฐานว่าคงจะระบุ ร.ศ. ผิดจากที่ควรจะเป็นคือ ร.ศ.122)

     เมื่อเดือน  กรกฎาคม  ร. ศ.  122  พ.ศ.  2446  พระครูสุนทรมุนี  (เจี้ยม)  วัดทุ่งนา  (วัดทุ่งนาไทย)  แขวงเมืองอุไทยธานี  อาพาธเป็นโรคชราถึงแก่มรณภาพ

วันที่  4  มกราคม  ร.ศ.  122พ.ศ.  2446  โปรดแจ้งพนักงานส่งหีบศิลาหน้าเพลิงศพพระครูสุนทรมุนีวัดทุ่งนา  (วัดทุ่งนาไทย)  แขวงเมืองอุไทยธานี  พระราชทานเงิน  100  เฟื้อง  ผ้าขาว  2  พับ 

ไม่ทราบได้ว่าด้วยเหตุใด วัน เดือน ปี ในจดหมายเหตุในแต่ละแห่งที่ปรากฏจึงระบุไม่ตรงกัน แต่ก็พอเป็นแนวทางได้ว่า ท่านมรณภาพในปี พ.ศ.2446 เป็นแน่แท้”

อิ่มบุญกันถ้วนหน้า!! พุทธศาสนิกชนสวมชุดไทย ร่วมทำบุญใส่บาตรข้าวสารวัดโคกโค เป็นวัดที่มีประวัติศาตร์ตั้งแต่สมัยพ่อ ร.5

ขอขอบคุณข้อมูลทางประวัติศาตร์จาก เว็บไซต์ ศิษย์หลวงพ่อกวย 

นันทศักดิ์ วัฒนพานิช ผู้สื่อข่าวภูมิภาค ทีนิวส์ จังหวัดอุทัยธานี