- 06 ต.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีที่ที่มีการจัดสร้างเพจระบุขอความขอรับบริจาคเงินและสิ่งของช่วยเหลือ ส.ต.ต.พรประสิทธิ์ ขวัญขาว อายุ 30 ปี อดีตตำรวจ สภ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ที่โดนวางตะปูเรือใบและยิงถล่มทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย บาดเจ็บสาหัสอีก 5 คน เมื่อปี พ.ศ. 2556 โดยเฉพาะ ส.ต.ต.พรประสิทธิ์ พิการเป็นเจ้าชายนิทรา แต่ต่อมาเจ้าของเพจได้ออกมาชี้แจง ขอโทษหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมระบุข้อความสรุปว่า “ใครพูดจริงใครโกหก หรือผมถูกหลอก แต่เจตนาผมหวังเพียงแค่ช่วย พรประสิทธิ์ แค่นั้นเอง ในฐานะมันเคยเป็นลูกศิษย์ผม ปัญหาภายในครอบครัว พ่อแม่ลูกสะใภ้ อันนี้ผมไม่ทราบ หรือปัญหาการดูแลจากองค์กร ที่เขาชี้แจงมาว่าเขาจ่ายทุกเดือน สุดท้ายเรื่องเงินทองก็ไม่เข้าใครออกใคร ถ้าวันนี้คุณหลอกสังคม วันหน้าสังคมก็จะไม่มีทางช่วยคน การหากินกับคนตายคนพิการ ถึงจะเป็นพ่อแม่ มันก็ไม่สมควร และขอปิดเพจการรับบริจาคทันที” ในขณะเดียวกัน น.ส.สุวรรณดี ขวัญขาว ภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกับ ส.ต.ต.พรประสิทธิ์ ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมลูก 2 คนเดินทางเข้าชี้แจงกับสื่อมวลชนยืนยันไม่รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับเงินบริจาค ทราบเพียงยอดช่วง 4 เดือนแรกกว่า 4 ล้านบาทแต่ต่อมาบัญชีสามีถูกปิดและเปิดบัญชีใหม่อีก 2-3 บัญชีรับบริจาค โดยตัวเองไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องใด ๆทั้งสิ้น ตามที่เสนอข่าวมาแล้วนั้น
ความคืบหน้าเรื่องนี้เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 6 ต.ค.2560 นางสุวรรณดี ขวัญขาว ภรรยาของ ส.ต.ต.พรประสิทธิ์ พร้อมน้องเดฟ บุตรชายวัย 12 ปี น้องฟ้าใส อายุ 3 ขวบเศษ นายเยื้อน สินทอง อายุ 68 ปีและนางอารีย์ สินทอง อายุ 66 ปี พ่อและแม่ของนางสุวรรณดี ขวัญขาว ได้เดินทางเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือจากนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ผ่านทางศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีนายเกรียงไกร สมสุข ปลัดอำเภอชำนาญการ ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นผู้รับเรื่องและสอบสวนรายละเอียดเบื้องต้น เพื่อรวบรวมเรื่องราวเสนอให้นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พิจารณาสั่งดำเนินการตามขั้นตอนของทางราชการต่อไป
นางสุวรรณดี ขวัญขาว กล่าวว่าที่ต้องเดินทางมาร้องเรียนขอความเป็นธรรมและช่วยเหลือจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ ส.ต.ต.พรประสิทธิ์ สามีประสบเหตุจนพิการนอนเป็นเจ้าชายนิทรา ตนในฐานะภรรยาได้ปรนนิบัติดูแลสามีด้วยดีมาตลอดระยะเวลา 4 ปี พร้อมรับภาระเลี้ยงลูกอีก 2 คน โดยส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ให้การช่วยเหลือตามระเบียบราชการเป็นอย่างดี แต่ตนได้รับสิทธิ์ในการช่วยเหลือน้อยมาก ๆ เช่นเงินก้อนสุดท้ายที่เดินทางไปรับที่ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส 5 แสนบาทตนได้รับส่วนแบ่งมาแค่ 5 หมื่นบาทเท่านั้น ส่วนเงินบริจาคช่วยเหลือสามีผ่านทางบัญชีธนาคารของสามี ตนก็ไม่ได้รับใด ๆ เลย ทราบเพียงยอดบริจาคช่วง 4 เดือนแรกกว่า 4 ล้านบาท หลังจากนั้นบัญชีของสามีของถูกปิดใบโดยไม่ทราบสาเหตุ และมีการเปิดบัญชีใหม่ 2-3 บัญชีและออกข่าวขอรับบริจาคจากผู้ใจบุญอย่างต่อเนื่อง พร้อมมีการปล่อยข่าวเป็นระยะว่าตนทิ้งลูก ทิ้งผัวที่พิการไปหาความสุขส่วนตัว ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
“เมื่อตนไม่สามารถทนต่อกระแสสังคมที่มองว่าตนเป็นคนไม่ดี ทิ้งลูก ทิ้งผัว ตนจึงนำลูก 2 คนเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับสื่อมวลชน ทำให้พ่อตาไม่พอใจโกรธแค้นบุกมาหาตนที่บ้านประกาศตัดขาดไม่มีลูกสะใภ้ พร้อมสั่งห้ามตนและลูกทั้งสองเดินทางไปบ้านเพื่อเยี่ยมปรนนิบัติดูแลสามีพิการทั้ง ๆ ที่ตนเป็นภรรยาจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย โดยแต่งงานกับ ส.ต.ต.พรประสิทธิ์ และแยกครอบครัวออกมาตั้งแต่ปี 25ภค ตั้งแต่สามียังไม่ได้เป็นตำรวจ จนสอบเป็นตำรวจได้เมื่อปี 2556 ทำการฝึกอยู่ 6 เดือนและได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ สภ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ได้แค่ 5 เดือนก็มาประสบเหตุร้ายรุนแรงจนพิการเป็นเจ้าชายนิทรามายาวนานถึง 4 ปีดังกล่าว”
นางสุวรรดี กล่าวอีกว่า ตนและลูกต้องการจะนำ ส.ต.ต.พรประสิทธิ์ สามีมาปรนนิบัติดูแลเองแต่ทางพ่อตา แม่ยายไม่ยอม และยังมาห้ามไม่ให้ตนและลูกเข้าไปหาสามีที่นอนเป็นเจ้าชายนิทราอีกมันโหดร้าย ทารุณ ทำร้ายจิตใจตนและลูกมากเกินไปหรือไม่ ตนเชื่อว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องรู้ดีว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ จึงอยากเรียกร้องสิทธิ์ของตนและครอบครัวตนพ่อ แม่และลูกทั้งสองคน ส่วนเรื่องเงินบริจาคที่ได้มาในช่วง 4 ปีจะสักกี่สิบล้านตนไม่ต้องการ ใครอยากได้เอาไปเลย ตนขอรับเพียงสิทธิ์ที่ควรจะได้ตามกฎหมายเท่านั้น นอกจากเงินเดือนสามีเดือนละ 10,000 บาท และสิทธิ์ที่ตนหรือลูกจะเข้ารับราชการแทนสามี เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปเช่นนี้ตนคงรอให้สิทธิ์ดังกล่าวตกไปถึงลูกไม่ได้เพราะกว่าที่ลูกชายตนจะเรียนจบอีกนับ 10 ปี ตนในฐานะภรรยาถูกต้องตามกฎหมายจึงขอรับสิทธิ์เข้าทำงานหรือรับราชการตามที่ระเบียบราชการกำหนดเสียเอง
“ตนอยากให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยประสานกับหน่วยงานต้นสังกัดของสามีให้ด้วย เพราะมีบางคนที่พยายามวิ่งเต้นเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ไปให้คนอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาและบุตร ส่วนจะมีการตรวจสอบเงินบริจาคช่วยเหลือสามี รวมทั้งการเบิกไปเท่าไหร่ นำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง ไม่แน่ใจว่ามีช่องทางตากฎหมายจะสามารถทำได้หรือไม่ แต่ก็ตนไม่ได้ติดใจในเรื่องนี้อยู่แล้ว”นางสุวรรณดี กล่าวด้วยน้ำตานองใบหน้าและโอบกอดลูกทั้งสองคนอย่างน่าสงสาร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่านางสุวรรณดี ยังได้เปิดเผยว่าก่อนหน้านี้ถูกบุคคลใกล้ชิดสามารถข่มขู่ฆ่ายกครัวแม่ลูก โดยจะให้มือปืนจาก อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช มาช่วยกันจัดการตนลูก ๆ จนต้องไปแจ้งความไว้เป็นหลักที่ สภ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช มาครั้งหนึ่งแล้ว ในขณะที่น้องเดฟ ลูกชายนางสุวรรณดี ก็ยืนยันว่ารักพ่อมาก อยากนำพ่อมาอยู่ที่บ้านด้วยกัน เพราะถูกกีดกันไม่ให้พบพ่อหลายครั้ง และเคยถูกข่มขู่ฆ่าให้ตาย โดยตนและแม่สามารถดูแลพ่อได้เป็นอย่างดี ส่วนน้องฟ้าใส กล่าวว่าอย่างไร้เดียงสาว่ารักพ่อมากและสงสารแม่ที่ร้องให้เป็นประจำ พร้อมกันนี้นางสุวรรณดี ยังได้มอบภาพถ่าย คลิปเสียงต่าง ๆ ที่เคยมีปากเสียงโต้เถียงกับคนใกล้ชิดสามีหลายคน เพื่อเป็นหลักฐานว่าหากตนและลูกเป็นอะไรไปต้องมาจากกลุ่มคนเหล่านี้อย่างแน่นอน.ซึ่งข่าวคืบหน้าจะนำเสนอต่อไป.
ภาพ/ข่าว / ยุทธนะ เตมะศิริ สำนักข่าวทีนิวส์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
