ผู้ว่าฯตรัง ร่วมกับ มูลนิธิสืบฯ ร่วมหารือแก้ไขปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่งเกาะลิบง เปิดเวทีแก้ปัญหาผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตรังว่า ที่ลานกลางหมู่บ้าน ม.5 บ้านหลังเขา ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง  นายศิริพัฒ พัฒกุล ผวจ.ตรัง พร้อมด้วย อ.ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิ "สืบ นาคะเสถียร" และที่ปรึกษาด้านการกัดเซาะชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง นายไมตรี แสงอริยนันท์ ผอ.สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ นายมเหสักข์ หิรัญตระการ ผอ.ส่วนบริหารพื้นที่ชายฝั่งและวิชาการ สบทช.7 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ประจำส่วนฯ, และเจ้าหน้าที่กองบริหารพื้นที่ชายฝั่ง ประจำกรมฯ นายสิทธิพร จิเหลา นายก อบต.เกาะลิบง ผู้นำท้องถิ่น และชาวบ้านผู้ได้รับผลประทบประมาณ 100 คน

 

ผู้ว่าฯตรัง ร่วมกับ มูลนิธิสืบฯ ร่วมหารือแก้ไขปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่งเกาะลิบง เปิดเวทีแก้ปัญหาผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม

ได้รวมตัวกันเปิดเวทีกลางหมู่บ้านเพื่อแสดงความคิดเห็นและบอกถึงปัญหาความเดือดร้อนซ้ำซากมานานกว่า 10 ปี ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดชาวบ้านไม่พอใจกับแนวทางการแก้ปัญหาของทางจังหวัด โดยต้องการ ให้ทางจังหวัดจัดสรรงบประมาณก่อสร้างกำแพงปูนตลอดแนว ขณะที่ทางผู้ว่าฯ เห็นชอบกับนักวิชาการกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งลองทดสอบใช้วิธีธรรมชาติดูดซับทรายคืน อีกทั้งยังประหยัดงบประมาณและไม่กระทบต่อระบบนิเวศน์พื้นที่ข้างเคียง ให้คำมั่นสัญญาขอเวลาชาวบ้าน 1 ปี ในการประเมินผลวิธีการดูดซับทรายหลังจากหลานพื้นที่เคยทำได้ผลมาแล้ว  โดยขณะนี้ทาง อบต.เกาะลิบง ตั้งงบประมาณแล้ว เร่งดำเนินการทันที

ทั้งนี้ นางกอสะ สังสัน อายุ  47 ปี ตัวแทนชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบอยู่บ้านเลขที่ 55/1 ม.5 บ้านหลังเขา ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นด้วยแต่ถ้ารอให้ดูดซับทรายอาจจะช้าไปหรือต้องรอเป็นแรมปีและยังไม่มั่นใจว่าวิธีการดูดซับทราบจะได้ผล  ถ้าทางจังหวัดมีงบฉุกเฉิน ช่วยหรือหรือขอทรายมาถมดีกว่าไหม  คือต้องการแก้ปัยหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วนตรงนี้ ถ้ารอทรายในทะเลให้มาอีกทีมันจะช้าเกินไป คลื่นซัดกัดเซาะพื้นที่ขยายวงกว้างออกไปอีก

 

ผู้ว่าฯตรัง ร่วมกับ มูลนิธิสืบฯ ร่วมหารือแก้ไขปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่งเกาะลิบง เปิดเวทีแก้ปัญหาผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ อ.ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิ "สืบ นาคะเสถียร" และที่ปรึกษาด้านการกัดเซาะชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ผมเองมากับกรมทรัพยากรชายฝั่งฯ มาดูศึกษาดูถึงปัญหาและแนวทางการแก้ไขการกัดเซาะที่นี่เป็นอย่างไร ปัญหานี้มีการแก้ไขมาตลอดแต่มันแก้ไม่ถูกทิศถูกทาง ไม่ถูกจุด เพราะเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งความรู้บ้านเรามันเป็นเส้นผมบังภูเขาเข้าใจอะไรผิดมาเยอะและทำลายชายหาดชายฝั่ง  ในกรณีแบบนี้เกิดขึ้นมาทั่วประเทศ ตั้งแต่ปัตตานี สงขลา ทุกคนก็จะเอาโครงสร้างแข็งมาสู้กับคลื่นซึ่งมันจะยิ่งทำให้ปัญหายิ่งลุกลามออกไป   แนะนำชาวบ้าน คือ 1.ต้องบรรเทาปัญหาชั่วคราวก่อนที่บ้านชาวบ้านจะพังต้องรีบแก้ต้องรีบทำอย่างรวดเร็ว  เพราะให้ทรัพย์สินชาวบ้านเสียหายไม่ได้  หน้ามรสุมที่จะมาสิ่งที่ต้องทำก็คือทำโครงสร้างอะไรก็ได้เพื่อที่จะบรรเทาปัญหาให้บ้านที่กำลังจะพังหลายๆ หลังแก้ไขไปก่อน 2.ระยะยาวต้องมาศึกษาทางวิชาการว่าทรายที่เข้ามาในหาดกับทรายที่ออกไปอันไหนมากกว่ากัน และถ้าเราจะมีโครงการเติมทรายกับมีโครงสร้างที่จะดักทรายไว้ให้ชายหาดกลับสู่สมดุลและให้ที่ดินพี่น้องที่หายไปกลับคืนมาทางวิชาการมันจะต้องทำอะไร ซึ่งผมจะต้องกลับไปคุยกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเพื่อหาทางแก้ไขปัญหานี้ทางวิชาการต่อ แต่โครงสร้างที่ต้องรีบทำชั่วคราวควรจะทำตั้งแต่ก่อนมรสุมแล้ว

อ.ศศิน กล่าวต่อไปว่า ก่อนหน้านี้ตามที่ได้แนะนำชาวบ้านด้วยวิธีนี้ก็มีบ้านชาวบ้านที่เขากัดเซาะน้อยกว่านี้เขาทดลองทำแล้วได้ผล ดังนั้นหวังว่าบ้านหลังเขา ม.5 เกาะลิบง จะใจเย็นๆและทดลองทำในมรสุมหน้าและมาคิดหาทางที่จะเอาทรายกลับมาต้องให้ชาวบ้านช่วยคิดเพราะชาวบ้านเขามีความรู้อยู่กับทะเล เกาะลิบงเป็นเกาะที่มีความสวยงามมีความผิดแปลกและสวยมากเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่งดงามมากของฝั่งทะเลอันดามันแห่งหนึ่ง ในทะเลแถวนี้ทรัพยากรก็อุดมสมบูรณ์  ดังนั้นถ้าชาวบ้านสามารถรักษาสภาพธรรมชาติและแก้ไขการกัดเซาะได้ หมู่บ้านนี้ก็จะเป็นหมู่บ้านที่อาจจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามามีเศรษฐกิจทำให้คนมาดูวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านได้ในอนาคตแต่ต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด

ส่วนทางด้าน นายศิริพัฒ พัฒกุล ผวจ.ตรัง กล่าวว่า ตั้งแต่ได้ย้ายมาอยู่ที่ จ.ตรัง ก็ได้ทราบข่าวปัญหาของพี่น้องชาวเกาะลิบง ก็สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาตรวจสอบ จึงได้ร่วมกันคิดแก้ปัญหา ซึ่งชาวบ้านอยากได้ผนังกันคลื่นแบบโครงสร้างแข็ ก็ได้มีการออกแบบมา ในงบประมาณ 60 ล้านบาท แต่ปัญหาคือว่าเราต้องมีการระดมความคิดเห็นกับนักวิชาการในด้านธรณีวิทยา เพราะต้องการให้ชาวบ้านเข้าใจว่า เรามีเงิน 60 ล้านบาทอยู่ในมือ ถ้าทำโครงสร้างผนังกั้นแบบแข็งไปแล้ว ประโยชน์ที่ได้รับคืออะไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร โดยจากการสอบถามนักวิชาการที่มีประสบการณ์ ทราบว่า ผนังกั้นคลื่นแบบเขื่อนแข็งสำเร็จได้ในพื้นที่ป้องกันเบื้องต้นในระยะแรก แต่อนาคตมันจะไปทำลายตรงที่ยังไม่มีเขื่อน โดยยกตัววอย่างที่ อ.หัวไทร,ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช หรือแม้แต่กระทั้งที่ประจวบคีรีขันธ์ ก็ยกให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าโครงสร้างแบบแข็งนั้นเป็นอันตรายอย่างแท้จริง อย่างนั้นโครงสร้างแข็งที่เกาะลิบงนั้นเคยมีมาแล้ว และไม่สามารถทนแรงของคลื่นได้ ทำลงพังทลายลงไป เพราะคลื่นเมื่อตีเข้าฝั่งแล้ว ก็ไม่สามารถไปไหนได้ก็ตีลงกลับไปเซาะด้านฐานของผนังกั้นโครงสร้างแข็ง จึงพังลงไป จึงจำเป็นที่จะต้องหาวิธีอื่นเพื่อแก้ปัญหาต่อไป

นอกจากนั้น ผวจ.ตรัง กล่าวต่อไปว่า  หากจะทำให้เร็วที่สุด ก็คือจะต้องทำแบบชั่วคราวไปก่อน โดยการใช้ไม้กั้นปักเสาคู่ แล้วก็เอากิ่งไม้ใส่ลงไป ซึ่งได้ผลสำเร็จมาแล้วในหลายพื้นที่ ขณะที่ อบต.เกาะลิบง จำเป็นที่จะต้องใช้งบประมาณ จึงอยากให้ชาวบ้านใจเย็นๆก่อน ตอนนี้ให้ใช้โครงสร้างแบบใช้ไม้ปักไปก่อน ผลดีคือ ทำได้เลยทันที เสร็จภายในเวลาอันใกล้ ทรายที่มีอยู่จะคืนหรือไม่คืนกลับมาตอบโจทย์ได้ และอีกอย่างที่ดินที่มีการกัดเซาะส่วนหนึ่งประมาณ 470 เมตรเป็นที่ของเขตห้ามล่าฯ จึงได้สั่งการให้ทาง อบต. รีบไปขออนุญาทางเขตห้ามล่าญ เพราะเราไม่สามารถไปทำในที่ของประชาชนได้ และให้เสนอมาทางจังหวัดผมก็จะรีบอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมลงมาให้ รวมทั้งจะไปพูดคุยกับทาง อบจ.ตรัง ว่ามีงบประมาณตรงไหนบ้างที่จะลงมาช่วยแก้ปัญหา ถึงเราจะมีงบประมาณ  60 ล้านบาท แต่จะต้องเก็บไว้ก่อน เพื่อรอผลสรุปจากนักวิชาการ รวมทั้งขบวนการอีกเยอะถึงจะสามารถดำเนินการก่อสร้างได้

 

ผู้ว่าฯตรัง ร่วมกับ มูลนิธิสืบฯ ร่วมหารือแก้ไขปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่งเกาะลิบง เปิดเวทีแก้ปัญหาผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม

ข่าว/ภาพ  ถนอมศักดิ์ หนูนุ่ม ผู้สื่อข่าวภูมิภาค ทีนิวส์ จังหวัดตรัง