- 12 ต.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
หลังจากที่เพจดัง “แหม่มโพธิ์ดำ” ได้ลงข้อความเผยแพร่ในเพจเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น.เศษ ของวันที่ 11 ตุลาคม 2560 โดยจั่วหัวว่า “แม่ค้าโวยนักการเมืองท้องถิ่นสมุทรสาครสุดกร่าง พังร้านไล่ทุบตีแม่ค้า ฝั่งลูกสาวยืนยันแม่ค้าเล่าไม่หมด ความจริงถูกเอามีดไล่ฟัน มีคลิป” นั้น โดยมีเรื่องราวเขียนในเพจข่าวว่า ตามที่ผู้เสียหายแจ้งเรื่องเข้าไปว่า “เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2560 เวลาประมาณ 15.00 น.
ระหว่างที่เธอขับรถมอเตอร์ไซด์กลับจากรับลูกจากโรงเรียน ขณะที่ขับรถมาได้มีรถเก๋งสีดำ ยี่ห้อ แจ๊ส ป้ายทะเบียน กอ-5062 กรุงเทพฯ ขับรถตามหลังมาแบบกระชั้นชิดแล้วได้บีบแตรไล่มาตลอดทาง จนมาถึงหน้าร้านส้มตำชองเธอ เธอก็จอดรถ เขาก็จอดรถ แล้วกดกระจกลง ข้างในรถเก๋งมีเด็กผู้หญิง อายุประมาณ 20 กว่าๆ พอเขากดกระจกลง เขาก็ด่าเธอว่า มองทำไมอีดอก แล้วก็ลงจากรถ วิ่งมาตบเรา ทั้งๆที่ก็ไม่เคยมีเรื่องกันมาก่อน ประมาณ 2 นาที พ่อ กับ แม่ เด็กผู้หญิงก็ออกมาจากบ้านมา แทนที่จะมาห้ามลูกสาว แต่กลับได้เข้ามารุมทำร้ายเธอ จนเธอบาดเจ็บหนัก สุดท้ายเธอหนีออกมาได้ เธอได้ไปแจ้งความที่สถานี ตำรวจ สภ. กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ตำรวจให้ไปทำแผลที่โรงพยาบาลกระทุ่มแบน
กลุ่มผู้หญิงหลายสิบคนก็ยังยกพวกตามไปที่โรงพยาบาลอีก หลังจากเสร็จจากการทำแผลก็กลับมาที่ร้านขายส้มตำพบว่า ข้าวของในร้านโดนกลุ่มผู้หญิงทำลายพังเสียหายหมดค่ะ”
ทั้งนี้ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ประสานไปยังผู้เสียหายรายนี้คือ นางสาววาสนา ทีหัวช้าง อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 24 หมู่ที่ 12 ต.ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ซึ่งก็ได้นัดหมายกับผู้สื่อข่าวนอกสถานที่เพื่อเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังในด้านของผู้เสียหาย
ซึ่งในเนื้อความนอกจากจะเป็นไปตามที่ได้ส่งเข้าไปยังเพจของแหม่มโพธิ์ดำแล้ว ผู้เสียหายยังได้บอกกับผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมอีกว่า หลังจากที่เกิดเหตุนั้น ตนเองก็ได้มีการประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้เข้าไปให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเลย เหตุเพราะว่า บางครั้งตนติดขายของ บางครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ว่าง และล่าสุดเมื่อวานนี้ ( 10 ต.ค. ) ทางตำรวจก็ได้ประสานให้ตนไปให้ปากคำ ซึ่งทีแรกตนก็จะไปแต่พอตำรวจบอกว่า จะเรียกคู่กรณีมาให้ปากคำพร้อมกัน ตนจึงไม่กล้าไปเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะยกพวกมารอรุมทำร้ายที่หน้าโรงพัก ส่วนเรื่องที่ว่าตนเอามีดไปไล่ฟันคู่กรณีนั้นขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยมีดเล่มนั้นเป็นมีดที่ฝ่ายคู่กรณีนำมาปาใส่ร้านของตน ซึ่งทุกวันนี้ตนและครอบครัวก็อยู่กันอย่างหวาดกลัว
การทำมาหากินออกไปขายของก็น้อยลง คือ ไปเปิดร้านขายของช้ากว่าเดิมแต่ต้องปิดร้านให้เร็วขึ้น เพราะกลัวความไม่ปลอดภัย ขณะที่สาเหตุที่มีเรื่องกัน ตนคิดว่าน่าจะมาจากความไม่พอใจที่ตนเคยจ่ายเงินค่าดูแลพื้นที่ให้แก่ใครบางคนที่ทางคู่กรณีมีความใกล้ชิดอยู่นั้น ไม่ครบตามจำนวนที่เขาต้องการ ส่วนเรื่องที่ต้องออกมาร้องเรียนผ่านเพจดัง ไม่ใช่เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เพราะตนกลัวว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคม เนื่องจากพอทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเรียกคู่กรณีไปให้ปากคำพร้อมกับตน ก็กลัวว่าคู่กรณีจะสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาเพื่อให้เป็นพยานกับทางคู่กรณี จนตนกลายเป็นคนผิดและไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ส่วนทางด้านของนางสาวเยล (นามสมมติ) อายุ 21 ปี ผู้ที่ตกเป็นคู่กรณีในเพจดัง และถูกกล่าวอ้างว่าเป็นลูกสาวของ อบต.สุดกร่างนั้น ก็ได้ออกมาเปิดใจด้วยเช่นเดียวกัน โดยเนื้อหาที่ฝ่ายของนางสาวเยลฯ ได้บอกกล่าวกับทางผู้สื่อข่าวนั้นเรียกได้ว่าเป็นหนังคนละม้วนกับที่ทางฝ่ายผู้เสียหายได้ให้สัมภาษณ์มา โดยทางคู่กรณีเปิดใจว่า บ้านของตนกับร้านค้าหรือบ้านพักของคู่กรณีอยู่ในซอยเดียวกัน และอยู่ตรงข้ามกันพอดี ทั้งนี้ในวันที่เกิดเหตุนั้น ตนได้ขับรถจะกลับบ้านพร้อมกับน้องชายวัย 17 ปี ซึ่งช่วงจังหวะที่กำลังจะเลี้ยวเข้าซอยนั้น
ผู้เสียหายก็ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ย้อนศรมาและเกือบจะชนกันตรงปากทางก่อนที่จะเลี้ยวเข้าซอย ตนจึงบีบแตรเตือนไป 2 ครั้ง แล้วก็ขับตามรถของผู้เสียหายมา แต่น้องชายเห็นว่าผู้เสียหายหันมาตะโกนด่าใส่ตน ซึ่งน้องชายก็บอกตนแต่ตนไม่ได้สนใจอะไรเพราะไม่อยากมีเรื่อง จนกระทั่งมาถึงหน้าร้านค้าของผู้เสียหายก็ได้จอดรถ ตนก็จอดรถเช่นเดียวกันเพราะเป็นหน้าบ้านของตน จากนั้นผู้เสียหายก็ด่าตนก่อนอีกทั้งยังเรียกชื่อตนด้วยการขึ้นต้นว่าอีอีกด้วย ตนจึงเรียกสรรพนามเดียวกันกลับไป จึงทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทแล้วตบตีกันขึ้น
โดยทางผู้เสียหายนั้นมีสามีออกมาช่วย ส่วนตนตอนแรกมีแค่น้องชาย แต่พอพ่อกับแม่ได้ยินเสียงก็ออกมาห้าม ซึ่งนอกจากตนกับแม่จะโดนอีกฝ่ายทำร้ายด้วยการตบตีแล้ว สามีของผู้เสียหายยังไปคว้ามีดยาวคล้ายเหล็กแหลม มาไล่ฟันพวกตนด้วย จนทุกคนต้องหนีไปคนละทิศคนละทาง แต่ปัญหาก็ยังไม่จบเมื่อพวกตนกลับเข้ามาในบ้าน ทางผู้เสียหายก็ปามีดอีโต้ กับสิ่งของหลายอย่างใส่บ้านตน พวกตนกับน้องชายจึงปาสิ่งของไปยังร้านค้าและที่พักของผู้เสียหายบ้าง ทำให้ข้าวของแตกกระจาย ส่วนที่หน้าตาของผู้เสียหายมีรอยฟกช้ำก็เพราะถูกเล็บของตนนั่นเอง
นางสาวเยล (นามสมมติ) ยังบอกอีกว่า พวกตนขอยืนยันว่า ไม่ได้ลงมือทำร้ายทางผู้เสียหายก่อน และไม่เคยคิดที่จะไปรุมทำร้ายแต่อย่างใดทั้งสิ้น ส่วนที่ว่าพ่อของตนเป็น อบต.แล้วกร่างนั้น ก็ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง
พ่อของตนไม่ได้ไปทำร้ายหรือทำลายข้าวของ ของผู้เสียหายแต่อย่างใดทั้งสิ้น พ่อกับแม่เพียงแค่จะออกมาห้ามปรามเท่านั้น ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นทำให้พ่อของตนเสียหายและเครียดเป็นอย่างมาก ขณะที่ว่าสาเหตุของการทะเลาะจะมาจากเรื่องของการเรียกเก็บเงินค่าดูแลพื้นที่ๆ ผู้เสียหายขายของอยู่นั้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะพวกตนไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับผู้เสียหายเลย ส่วนที่ดินตรงนั้นก็เป็นที่วัด ซึ่งตนไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งสิ้น ทั้งนี้ตนก็กำลังรวบรวมพยานหลักฐานในวันเกิดเหตุ และจะขอให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ตนเองและครอบครัวโดยเฉพาะบิดาที่เป็นสมาชิก อบต. ด้วย
ขณะที่ทางด้านของ ร.ต.อ.สมคิด บุญลือ รองสารวัตรสอบสวน สภ.กระทุ่มแบน อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ผู้รับผิดชอบในคดีนี้ชี้แจงว่า ผู้เสียหายได้มาลงบันทึกประจำวัน และเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาได้มีการนัดผู้เสียหาย และคู่กรณีมาตกลงเจรจากัน แต่ทางผู้เสียหายไม่ยอมเข้ามาให้ปากคำโดยได้ขอเลื่อนเป็นอีกวันหนึ่ง พอถึงวันนัดผู้เสียหายก็ไม่มาตามนัดอีก จึงได้โทรสอบถาม ทราบว่าแฟนผู้เสียหายกำลังเจรจากับคู่กรณีเอง แล้ววันหลังจะเข้ามาให้สอบปากคำ สุดท้ายจนทุกวันนี้ก็ไม่ยอมเข้ามาให้ปากคำ ซึ่งทาง ร.ต.อ. สมคิด บุญลือ แจ้งว่า ถ้ายังไม่มาจะออกหมายเรียกต่อไป
สำหรับประเด็นปัญหานี้ ผลสรุปจะออกมาเป็นอย่างไร งานนี้ก็คงต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะยุติปัญหาที่เกิดขึ้นแบบไหน ส่วนสังคมต้องรับฟังทั้งสองฝ่าย อย่าเพิ่งตีความว่าใครผิดใครถูก
ภาพ/ข่าว สมชาย สายทอง ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จังหวัดสมุทรสาคร
ขอบคุณภาพ จากเพจแหม่มโพธิ์ดำ
