- 12 ต.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันนี้ 12 ต.ค 60 เวลา 11.00 น. นายสุรพร พร้อมมูล ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานการแถลงข่าวผลการดำเนินงานโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ณ อาคารเอนกประสงค์ สำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส
นายสุรพร พร้อมมูล ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดนโยบายในการปฏิรูปภาคการเกษตร เพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน จึงได้กำหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ขึ้นในปี 2558 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาภาคการเกษตรในชุมชน และกระทรวงเกษตร
และสหกรณ์ได้ออกระเบียบว่าด้วยการบริหารงานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อเป็นกลไกในการบูรณาการทำงานหน่วยงานในระดับพื้นที่โดยมี ศพก. 882 ศูนย์ และศพก.เครือข่าย 8,219 ศูนย์ รวม 9,101 ศูนย์ ส่วนจังหวัดนราธิวาส มี ศพก. 13 ศูนย์ และเครือข่าย 144 ศูนย์ รวมทั้งสิ้น 157 ศูนย์
ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้เกิดการพัฒนาต่อยอดให้เกิดความยั่งยืน คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 อนุมัติหลักการ “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนา การเกษตรอย่างยั่งยืน” เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการฯ ในพื้นที่ 9,101 ชุมชน ซึ่งจังหวัดนราธิวาสดำเนินการในพื้นที่ 96 ชุมชน โดยให้แต่ละชุมชนมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุมชน จัดเวทีประชาคมเพื่อวิเคราะห์พื้นที่
และความต้องการ จัดทำเป็นโครงการฯ ซึ่งแต่ละชุมชนเสนอของงบประมาณได้ไม่เกิน 2,500,000 บาท เสนอต่อคณะกรรมการระดับอำเภอพิจารณาให้ความเห็นชอบโครงการแล้วจัดส่งให้จังหวัดเพื่อรวบรวมเสนอขอสนับสนุนงบประมาณจากสำนักจัดทำงบประมาณเขตพื้นที่ (CBO) อนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินงานโครงการฯ
จังหวัดนราธิวาส ได้ดำเนินการในพื้นที่ 13 อำเภอ 96 ชุมชน 213 โครงการ งบประมาณ 239,976,200 บาท ประกอบด้วย ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช จำนวน 43 โครงการ ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 48 โครงการ ด้านฟาร์มชุมชน จำนวน 5โครงการ ด้านการผลิตอาหารและการแปรรูปฯ จำนวน 5 โครงการ ด้านปศุสัตว์ จำนวน 63 โครงการ ด้านการประมง จำนวน 47 โครงการ และด้านการปรับปรุงบำรุงดิน จำนวน 2 โครงการ การดำเนินงานโครงการฯ ก่อให้เกิดการพัฒนา
ด้านการเกษตรโดยมีการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ พัฒนาคุณภาพผลผลิตเห็นได้อย่างชัดเจนและมีโครงการเด่น หลายโครงการ เช่น ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช ได้แก่ โครงการส่งเสริมการปลูกพืชผักเพื่อบริโภค, โครงการขยายพันธุ์พืช ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้แก่ โครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ด้านปศุสัตว์ ได้แก่ โครงการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่ ด้านประมงได้แก่ โครงการส่งเสริมการเลี้ยงปลากะพง เป็นต้น
นางรัตนา ถิระโชติ หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ รักษาราชการแทน เกษตรจังหวัดนราธิวาส ได้กล่าวเสริมว่า จากผลการดำเนินงานโครงการฯ ได้มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ความสำเร็จของผลงานใน “งานวันลองกอง” ในงานของดีเมืองนรา ประจำปี 2560 ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทอดพระเนตรผลงาน เมื่อวันที่ 19กันยายน 2560 ณ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส และโครงการ
ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช ได้รับคัดเลือกให้เป็นกิจกรรมเด่น นำเสนอผลงานระดับประเทศ ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ซิตี้
จอมเทียน จ. ชลบุรี ได้แก่ โครงการส่งเสริมการปลูกพืชผักเพื่อบริโภค เนื่องจากโครงการนี้ นอกจากจะเป็นการผลิตผักเพื่อบริโภคแล้ว ยังเป็นการลดรายจ่ายและสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกผู้ร่วมโครงการ และยังสามารถเป็นแหล่งผลิตและแหล่งจำหน่ายพืชผักปลอดสารพิษของอำเภอสุไหงโก-ลก เป็นการเชื่อมโยงกับตลาดสินค้าชายแดนตอบรับเมืองเศรษฐกิจตามนโยบาย “โครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” นอกจากนี้ยังมีการเผยแพร่ผลงานผ่านทางสื่อต่าง ๆ ได้แก่ทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์ เอกสารสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ และผ่านทางช่องทางหอกระจายข่าว ฯลฯ เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ได้อย่างแพร่หลาย โดยในภาพรวมของจังหวัดนราธิวาสนั้น จากการติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พบว่าขณะนี้ชุมชนได้รับรายได้จากการดำเนินกิจกรรมแล้วกว่า 142 ล้านบาท และเมื่อดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องจะเกิดรายได้หมุนเวียนเกิดขึ้นในชุมชนได้ถึง 232.22 ล้านบาท โดยเป็นรายได้จากการจ้างแรงงานในชุมชน 133.33 ล้านบาท และจากการจำหน่ายผลผลิต 98.89 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามในด้านความโปร่งใสของโครงการนั้น การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้มีการดำเนินการในลักษณะรูปแบบคณะกรรมการตั้งแต่ระดับกลุ่มกิจกรรม ระดับชุมชน ระดับอำเภอ และระดับประเทศ เพื่อให้เกิดการทำงานในลักษณะการมีส่วนร่วม และเกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ได้มีหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ได้มีการติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดและมีองค์กรอื่น ๆ เช่น ปปท. สตง. ทหาร ได้ติดตามและตรวจสอบอย่างใกล้ชิดเพื่อได้เกิดความเป็นธรรมและโปร่งใสในการดำเนินงานโครงการและให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคเกษตรกรอย่างยั่งยืนต่อไป
