- 20 ต.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันที่ 20 ตุลาคม 2560 ที่ สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง นายนราวิชญ์ วังสโรจน์ อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 6/1 ถนนจริงจิต ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ในฐานะเจ้าของอาคารเลขที่ 142/3 ถนนวิเศษกุล ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ตั้งบนโฉนดที่ดินเลขที่ 10879 ใจกลางเมืองตรัง ซึ่งได้รับคำสั่งรื้อถอนอาคารในส่วนที่รุกล้ำถนนสาธารณะ ตามคำสั่งเทศบาลนครตรัง ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2559 อ้างมาตรา 42 พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ลงนามโดยนายสาโรช คงนคร รองนายกเทศมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกเทศมนตรีนครตรัง ได้เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.หญิงโสภา มีเจ้ย รอง สว.(สอบสวน)สภ.เมืองตรัง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ แก่นายประยุทธ จงไกรจักร นายช่างโยธาชำนาญงาน นายช่างควบคุมอาคาร ซึ่งมีอำนาจเป็นผู้รับผิดชอบช่างชี้แนวเขตพื้นที่ดังกล่าว
นายนราวิชญ์ กล่าวว่า อาคารบนที่ดินของตนตั้งอยู่ริมถนนวิเศษกุล ซึ่งที่ดินเป็นหัวมุมถนนสาธารณะตามระวางโฉนดที่ดิน โดยต่อมาได้รับหนังสือคำสั่งให้รื้อถอนส่วนที่รุกล้ำแนวถนนสาธารณะจากเทศบาลนครตรัง ซึ่งตนก็ปฏิบัติตามกฎหมาย มีการรื้อออกตามแนวทั้งหมดหลายครั้งจนไม่รู้จะรื้ออย่างไรแล้ว โดยการตรวจสอบชี้แนวเขตเสนอโดยนายประยุทธในฐานะปฏิบัติหน้าที่เป็นช่างชี้แนวเขตซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายดูแลเขตดังกล่าว โดยมีอาคารไดรับคำสั่งรื้อถอนในส่วนที่รุกล้ำด้วยกันทั้งหมดจำนวน 3 ราย ประกอบด้วย ตน , นางพัชนี ธรรมพานิชย์ ซึ่งรื้อถอนส่วนรุกล้ำไปแล้ว และ ของนายกนกพล จันทนกาญจน์ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการรื้อถอนแต่อย่างใด
นายนราวิชญ์ กล่าวว่า ที่ต้องมาแจ้งความมาตรา 157 ต่อนายประยุทธ ก็เพราะเห็นถึงความเพิกเฉยของเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ที่ดำเนินการเร่งรื้อเพียง 2 ราย โดยเฉพาะตน ได้รับคำสั่งรื้อซ้ำแล้วซ้ำอี ตนเคยไปพบเพื่อหารือกับนายประยุทธ แต่นายประยุทธพูดจาไม่ดีและบอกว่าในส่วนของตนยังต้องรื้ออีก ขณะที่อีกอาคารที่อยู่ใกล้กันนั้นปรากฎว่ก่อสร้างทับอยู่บนถนนสาธารณะชัดเจน โดยถนนสาธารณะดังกล่าวมีปรากฏชัดเจนทั้งในระวางโฉนดที่ดินข้างเคียง ทั้ง 3 แปลง รวมถึงระวางผังเมืองรวมของเทศบาลนครตรัง แต่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกลับไม่ดำเนินการ แต่กลับมารุกไล่รายอื่นอย่างเต็มที่ เช่นนี้ถือเป็นการละเส้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นการออกมาเรียกร้องของประชาชนคนธรรมดา ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ หากใครสามารถมาสร้างอาคารทับถนนสาธารณะใจกลางเมืองได้แบบนี้ ทั้งที่เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายก็มีตัวตนอยู่ บ้านเมืองจะอยู่กับอย่างไร ที่ผมต้องออกมาเรียกร้องแจ้งความดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ ก็เพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน ให้เกิดความเป็นธรรมต่อสังคม ไม่ได้เป็นเพราะอาคารของผมถูกรื้อ เราเป็นประชาชนก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ในส่วนที่ละเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายนั้น สังคมก็ต้องช่วยกันตั้งคำถามว่า เหตุการณ์แบบนี้ยังมีที่อื่นๆด้วยหรือไม่
จากการสำรวจพื้นที่เบื้องต้น กรณีดังกล่าว พบว่า ที่ดินทั้ง 3 แปลงตั้งอยู่ริมถนนวิเศษกุล ซึ่งเป็นย่านใจกลางเมืองตรัง โดยที่ดินของนายนราวิชญ์ นั้นอยู่ด้านมุมปากทางเข้าถนนสาธารณะซึ่งมีปากทางกว้าง 6 เมตรเศษ เมื่อเทียบกับโฉนดที่ดินปรากฏว่าระวางที่ดินได้ระบุมีถนนสาธารณะดังกล่าวจริง แต่ปรากฏว่าได้มีอาคารก่อสร้างปิดทางเข้าถนนสาธารณะไว้เต็มพื้นที่ ซึ่งหากมองด้วยตาเปล่าโดยที่ไม่ทราบข้อมูลระวางที่ดินมาก่อน จะไม่ทราบเลยว่าจุดดังกล่าวเป็นถนนสาธารณะ เมื่อสอบถามจากชาวบ้านใกล้เคียง หลายคนไม่ทราบมาก่อนว่าจุดดังกล่าวเป็นถนนสาธารณะ เนื่องจากมีการก่อสร้างปิดบังปากทางถนนมากันอย่างยาวนาน จนกระทั่งเกิดกรณีพิพาทหลังมีคำสั่งรื้ออาคารในส่วนรุกล้ำของรายอื่นๆ แต่กลับไม่มีการดำเนินการรื้อถอนอาคารทั้งหลังที่สร้างทับบนถนนสาธารณะแบบปิดปากทางแต่อย่างใด
ภาพ/ข่าว สุนิภา หนองตรุด ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.ตรัง
