- 31 ต.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันที่ 31 ตุลาคม 2560 ที่บ้านเลขที่ 45 หมู่ 7 ต.บางเป้า อ.กันตัง จ.ตรัง นายสุดดิน ซาชา อายุ 38 ปี ซึ่งเป็นเกษตรกรชาวไทยมุสลิม มีความชื่นชอบในการเลี้ยงควายไทยมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ เมื่อมีโอกาสจึงได้ไถ่ชีวิตควายมาจากโรงฆ่าสัตว์และหาซื้อมาทีละตัวสองตัวจนปัจจุบันมีควายอยู่จำนวน 12 ตัว โดยได้จำลองพื้นที่ว่างข้างบ้าน ขนาดความกว้าง 10 เมตรและยาว 20 เมตร พร้อมปลักโคลนให้ควายได้ลงไปแช่ และทำรั้วล้อมรอบ โดยจะปล่อยให้ออกมาเดินเล่นในสวนยางพาราวันละ 2 รอบเช้ากับเย็น ปรากฏว่าควายมีสุขภาพที่แข็งแรง สมบูรณ์และสามารถอยู่รวมกันได้ในพื้นที่ที่มีจำกัด ทำให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้การเลี้ยงควายไทยที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอกันตัง จ.ตรังไปแล้ว
โดยเกษตรกรต้องการให้เยาวชนคนรุ่นหลังได้รู้จักควายไทยที่ใกล้จะสูญพันธุ์ เพราะมีควายเหล็กเข้ามาแทน ประกอบกับในอดีตครอบครัวเคยทำนาโดยใช้ควาย และยังเก็บคันไถ รวมทั้งอุปกรณ์การทำนาแบบดั้งเดิมเอาไว้ ซึ่งในอนาคตอาจจะย้อนกลับไปทำนาโดยใช้ควายไทยอีกครั้ง เพื่อสืบสานภูมิปัญญาชาวบ้านและเป็นแหล่งเรียนรู้ของเยาวชน ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรจากต่างอำเภอและต่างจังหวัดเดินทางมาศึกษาการเลี้ยงควายโดยใช้พื้นที่จำกัดเดือนละหลายร้อยคน และยังต้องการซื้อควายสะสมต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการขายออก พร้อมทั้งได้ตระเวนไปหาซื้อควายตามจังหวัดต่าง ๆ เท่าที่มีกำลังทรัพย์ โดยเฉพาะตามโรงฆ่าสัตว์ เพราะเชื่อว่าจะทำให้การทำมาหากินคล่องตัว รุ่งเรืองและมีสุขภาพที่แข็งแรง
ด้านนายสุดดิน ซาชา กล่าวว่า จ.ตรังแทบจะไม่มีควายให้ดูแล้ว จึงกลัวว่าเด็กจะเห็นควายแต่ในรูปภาพประกอบกับตอนเด็ก ๆเคยตามหลังผู้ใหญ่ไปทำนากับควาย จึงเกิดความผูกพันและซื้อควายสะสมมาเรื่อยๆ จนได้ประมาณ 12 ตัวแล้ว และต้องการให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้การเลี้ยงควายโดยใช้พื้นที่แคบๆ และจะหาซื้อสะสมไปเรื่อย ๆ
ภาพ/ข่าว สุนิภา หนองตรุด ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.ตรัง
