- 17 พ.ย. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
(17 พ.ย.) ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งจากชาวบ้านใน อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราชว่าได้รวมพลังบริจาคเงินก่อสร้างอนุสาวรีย์ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ หรือ “กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์” ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกขึ้นที่บริเวณปากน้ำสิชล บ้านฝายท่า หมู่ 1 ต.ทุ่งใส อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช และได้ดำเนินการก่อสร้างจนเกือบแล้วเสร็จสมบูรณ์เหลือเพียงการปรับปรุงภูมิทัศน์อีกเล็กน้อยเท่านั้น จึงอยากให้จังหวัดนครศรีธรรมราช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดงบประมาณลงไปสนับสนุนและเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ และกราบสักการะบูชาของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดนครศรีธรรมราชต่อไป
ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่ไปตรวจสอบพบว่าอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ถูกสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วบริเวณปากน้ำสิชล โดยบนเนื้อที่กว้างประมาณ 80 ไร่ เฉพาะองค์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์สูงถึง 19 เมตร โดยแยกเป็นส่าวนฐาน 10 เมตร และส่วนขององค์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ 9 เมตร มีการตัดถนนลาดยางเข้าไปจนถึงบริเวณสถานที่ก่อสร้าง ด้านหน้ามีการลาดยางเป็นลานจอดรถขนาดใหญ่เนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 3 ไร่ ด้านหลังอนุสาวรีย์ติดกับปากอ่าวสิชล มีการอาคารท่าเรือท่องเที่ยว ซึ่งทราบว่าจัดสร้างโดยการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราชโดยงบประมาณนับ 10 ล้าน แต่อาคารถูกทิ้งไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์ใด ๆ ซึ่งในจุดนี้สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวรวมทั้งท่าเรือท่องเที่ยวเพื่อเดินทางไปยัง เกาะสมุย เกาะพงัน จ.สุราษฏร์ธานี แหลมตะลุมพุก เกาะกระ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช และแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ตลอดแนวชายฝั่งทะเลอ่าวไทยได้
นายสมหมาย ชลสินธ์ ส.อบจ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ในสมัยที่ตนเป็นกำนัน ต.ทุ่งใส อ.ทุ่งใส จ.นครศรีธรรมราช ทางราชการได้มาก่อสร้างแนวกันคลื่นกัดเซาะชายฝั่งทำให้มีที่ดินงอกเพิ่มขึ้นจนถึงปัจจุบันมีเนื้อที่ 80 ไร่ จนเมื่อปี 2547 ได้เกิดพายุมุ่ยฟ้าที่พัดถล่มหลายประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้สร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างย่อยยับ ทางกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศเตือนเร่งด่วนว่าพายุมุ่ยฟ้าอยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 5 กม.จะพัดถล่มและขึ้นฝั่งบริเวณบ้านฝายท่า หมู่ 1 ต.ทุ่งใส อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ทางผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชในขณะนั้นได้สั่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน ตนและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้นำท้องถิ่นได้ระดมกำลัง ยานพาหนะอพยพประชาชนไปไว้ที่โรงเรียนและวัดสุชนห่างออกไปประมาณ 3-4 กม. แต่ผู้ว่า ฯได้สั่งการให้อพยพไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยให้ไกลกว่านั้น ตนและหัวหน้าส่วนราชการก็ปฏิบัติตาม
“โดยในขณะที่ทำการอพยพผู้คนอยู่นั้นตนได้ตั้งจิตอธิฐานบานบานต่อกรมหลวงชมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่ตนเคารพนับถือว่าขอให้ช่วยปัดเป่าอย่าให้พายุมุ่ยฟ้าขึ้นฝั่งในจุดดังกล่าวรวมทั้งพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช เลยแล้วตนจะก่อสร้างอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์บริเวณที่ดินที่เพิ่งออกไปประมาณ 80 ไร่ เพื่อให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวได้กราบไหว้บูชา ไม่เชื่อก็ต้องเชื้อเมื่อเกิดปฏิหาริย์พายุมุ่ยฟ้าที่จ่อจะขึ้นฝั่งอยู่รอมร่อกลับพัดเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็วและไปขึ้นฝั่งที่เขต จ.ชุมพรแทน หลังจากพ้นภัยพิบัติจากพายุมุ่ยฟ้า ตนและชาวบ้านจึงตัดสินใจทำตามคำอธิฐานและบนบานทำการก่อสร้างอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และตั้งใจที่จะสร้างให้มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยหรือในโลกก็ว่าได้ และการก่อสร้างไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการแม้แต่น้อย แต่ประชาชนใน อ.สิชล และใกล้เคียงได้ร่วมกันบริจาคเงินก่อสร้างมาอย่างต่อเนื่องเมื่องบประมาณหมดตนก็จะจุดธูปกราบไหว้บนบานขอให้กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ช่วยเหลือซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะผู้ใจบุญร่วมบริจาคเงินก่อสร้างจนแล้วแล้วเสร็จเหลือเพียงการตกแต่ง ปรับปรุงภูมิทัศน์เล็กน้อยเท่านั้น”
นายสมหมาย ชลสินธิ์ กล่าวอีกว่า ล่าสุดนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชและคณะได้เดินทางมาเยี่ยม เมื่อท่านผู้ว่า ฯเห็นองค์อนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ รวมทั้งพื้นที่ทั้งหมดที่เหมาะสมกับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวท่านผู้ว่า ฯได้รับปากว่าจะจัดงบประมาณ 200 ล้านบาท มาสนับสนุนการก่อสร้างและตกแต่งปรับปรุงภูมิทัศน์ทั้งหมด ในขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ เมื่อแล้วเสร็จก็จะทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในเดือน พ.ค. 2561 ตนมั่นใจว่าจุดนี้จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจและกราบไหว้อนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นสมบัติของชาวสิชลและชาว จ.นครศรีธรรมราชทุกคน และยังเป็นการต่อยอดการท่องเที่ยวจากเขาพลายดำ หาดหินงาม และได้ไข่วัดเจดีย์ สร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวปีละหลายร้อยล้านบาทอย่างแน่นอน
“ สำหรับอาคารท่าเรือที่การท่องเที่ยวและกีฬาก่อสร้างทิ้งไว้โดยไม่ได้เข้าไปใช้ประโยชน์ใด ๆ นั้น บริเวณด้านข้างอาคารติดกับปากอ่าวสิชลที่สามารรถพัฒนาเป็นท่าเรือท่องเที่ยวได้ มีหลายบริษัทเรือนำเที่ยวเข้ามาติดต่อขอเช่าอาคารเพื่อเป็นจุดขายตั๋วและให้บริการนักท่องเที่ยว แต่ทราบว่าหลังการก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จทางการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้โอนอาคารหลังนี้ให้กับเทศบาลตำบลทุ่งใส อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช แต่เนื่องจากในระยะนี้ปลัดเทศบาลตำบลทุ่งใสรักษาการในตำแหน่งนายกเทศมนตรี ฯจึงไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องการให้เช่าและอยู่ระหว่างปรึกษากับจังหวัดนครศรีธรรมราชและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาอนุมัติให้เอกชนเช่าอาคารและเปิดเป็นท่าเรือท่องเที่ยวต่อไป”.
ภาพ/ข่าว ยุทธนะ เตมะศิริ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช
