- 17 พ.ย. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันที่ 17 พ.ย. 60 จากกรณีชาวบ้านอำเภอสิชล จ.นครศรีธรรมราช ได้ร่วมตัวกันหารือเตรียมทำหนังสือร้องเรียนศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากเดือดร้อนจากการปล่อยน้ำเสียในปริมาณมากของโรงงานปาล์มน้ำมันตั้งอยู่หมู่ 4 ต.ทุ่งปรัง อ.สิชล ลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นประจำ จนชาวบ้านรวมตัวร้องเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ แก้ไขดำเนินการ แต่เรื่องก็เงียบหกหาย ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านอย่างแสนสาหัสต่อเนื่องล่าสุดโรงงานแห่งนี้จะใช้รถแบคโฮแอบขุดผนังกั้นบ่อพักน้ำเสียให้ไหลทะลักลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติคลองท่าควาย ซึ่งเป็นคลองสายหลักของอำเภอสิชล โดยคิดว่าอยู่ในช่วงฤดูฝนมีฝนตกหนักเพื่อให้น้ำเสียจากโรงงานเจือจางกับน้ำฝน แต่ปรากฏว่าฝนเกิดทิ้งช่วงไม่ตกทำให้น้ำในลำคลองเน่าเสีย ปลาและสัตว์น้ำลอยตายเกลื่อนลำคลอง จนทั้ง ๆ ที่เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ โดยเป็นแบบนี้มาหลายครั้ง โดยที่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องไม่กล้าดำเนินการอย่างเด็ด จนชาวบ้านเชื่อว่าเจ้าของโรงงานน่าจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่จนใครไม่กล้าแตะ ตามที่สำนักข่าวทีนิวส์นำเสนอข่าวมาแล้วนั้น
17 พ.ย . 60 นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สั่งการให้นางจีรภานางจีรภา รอดเพชร หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับกอ.รมน.สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปสมทบกับคณะของนายยงยุทธ จิตสำรวย นายอำเภอสิชล นายวีระพรรณ สุขขะวัลลิ ปลัดอำเภอสิชลหัวหน้างานป้องกัน และ พ.ต.ประเสริฐ สายทองแท้ ผู้บังคับค่ายฝึกการรบพิเศษสิชลลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงบริเวณโรงงานปาล์มซึ่งตั้งบ้านเขาเหล็ก ต.ทุ่งปรัง แอบปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำคลองสาธารณะ พบว่ามีการกระทำความผิดจริงตามที่ชาวบ้านร้องเรียน หลังจากนั้นคณะเจ้าหน้าที่ทั้งหมดได้เชิญเจ้าของโรงงาน มาร่วมประชุมเพื่อรับทราบแนวทางการแก้ไขปัญหาตามที่เจ้าหน้าที่กำหนดมาตรการในเบื้องต้น 3 ข้อ 1.ให้โรงงานดำเนินการเสริมคันบ่อบำบัดน้ำเสียให้มีความแข็งแรงและปิดกั้นรางระบายให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 20 วัน 2.ให้โรงงานจัดทำแผนปรับปรุงโรงงานเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และ3.สร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ในการเฝ้าระวังป้องกันผลกระทบด้านมลพิษจากโรงงาน โดยสำนักงานอุตสาหกรรมและศูนย์ดำรงธรรมจะติดตามการปรับปรุงตาม 3 มาตรการอย่างใกล้ชิดต่อไป
ในขณะที่ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนกล่าวว่า ตนและชาวบ้านยอมรับแล้วว่าเจ้าของโรงงานแห่งนี้ใหญ่คับฟ้าจริง ๆ เพราะเท่าที่ติดตามการเดินทางลงมาตรวจสอบของคระเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างเกรงอกเกรงใจ แม้จะพบความผิดชัดเจนซึ่งเป็นความผิดซึ่งหน้าที่สำเร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ควรจะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที แต่กลับไม่ดำเนินการใด ๆ ที่สำคัญ 3 กำหนดให้โรงงานดำเนินการเป็นแค่มาตรการการแนะนำให้โรงงานดำเนินการเท่านั้น ซึ่งผิดกับรูปแบบวิธีการที่ดำเนินการกับชาวบ้านทั่วไป พูดได้คำเดียวว่าลักษณะเดียวกันนี้หากเป็นชาวบ้านคางเหลืองแน่ ชาวบ้านจึงไม่หวังพ่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่แต่จะยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเป็นหนทางสุดท้าย หากไม่สามารถดำเนินการใดชาวบ้านจะพร้อมใจกันอพยพย้ายออกนอกพื้นที่คงไม่สู่ทนความเดือดร้อนอีกต่อไปอย่างแน่นอน.
ยุทธนะ เตมะศิริ สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช
