- 17 พ.ย. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันที่ 17 พ.ย. 2560 เครือข่ายองค์กรชาวนาไทย ร่วมกับ กรมประชาสัมพันธ์ และสถาบันประชาชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน จัดสัมมนา " ชาวนาบอกชาวนา ทางเลือกทางรอดชาวนาไทยยุค 4.0" ที่ โรงแรมเอบีน่าเฮาส์ กรุงเทพฯ โดยนายระวี รุ่งเรือง นายกสมาคมการค้าเครือข่ายชาวนาไทย เปิดเผยว่า ทางสมาคมฯได้ร่วมกับสมาคมชาวนาและโรงสีข้าวไทย และเครือข่ายสถาบันประชาชนเพื่อการพัฒนาสาธารณสุขมูลฐาน ได้จัดทำโมเดล เรื่อง “การปลดหนี้ชาวนาเป็นศูนย์” นำร่องลูกหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สถาบันการเงินของรัฐ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ไม่ ใช่ประกอบธุรกิจพาณิชย์แบบ ธนาคารพาณิชย์ทั่วไป สำหรับวิธีการปฏิบัติเพื่อปลดหนี้ชาวนาเป็นศูนย์ จะคัดเลือกจากชาวนาที่เป็นลูกหนี้ชั้นดีของ ธ.ก.ส. ที่มีการชำระหนี้ปกติ มีสินทรัพย์เป็นหลักประกันที่มีมูลค่ามากกว่าหนี้สิน เมื่อคำนวณออกมาแล้วให้นำหนี้สินมาหักลบกัน เมื่อหักลบกันแล้วนำมูลค่าที่เหลือคำนวณเป็นหุ้นในการลงทุนในนาแปลงใหญ่ และบริหารด้วยระบบสหกรณ์ ซึ่งโครงการนี้ภาครัฐควรสนับสนุนเงินค่าใช้จ่ายเดือนละ 3,000 บาท เพื่อเป็นค่าครองชีพประจำวัน จะได้ไม่ต้องกลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก นอกจากนี้ให้ชาวนากันพื้นที่ 2 ไร่ นำไปพัฒนาตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เช่น ขุดสระเลี้ยงปลา และปลูกพืชผักแบบไร่นาสวนผสม เพื่อให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวคาดจะถึงมือนายกรัฐมนตรี ได้ในเร็วๆนี้ และมีเป้าหมายปลดหนี้เกษตรกรให้แล้วเสร็จภายใน 7 เดือน หากได้รับความช่วยเหลือ
ด้าน นายวลิต เจริญสมบัติ ประธานเกษตรแปลงใหญ่ระดับประเทศ ประธานศูนย์ข้าวชุมชนจังหวัดราชบุรี มองว่า หากพิจารณาจากปัญหาทั้งหมด มูลเหตุที่เห็นชัดเจน น่าจะมาจากรายได้ที่เป็นการขายผลผลิต คือ ข้าว ดังนั้น การพัฒนาผลผลิตข้าวให้ดีทั้งคุณภาพและปริมาณ น่าจะเป็นคำตอบและทางออกของปัญหาดังกล่าว ไม่มีใครปฏิเสธว่า คนที่รู้เรื่องการปลูกข้าวได้อย่างดีคือ ชาวนา แต่การประกอบอาชีพทำนาในปัจจุบันมิใช่แค่ความรู้ความเข้าใจเท่านั้น หากแต่ต้องอาศัยองค์ประกอบอย่างอื่น เช่น เทคโนโลยี การบริหารจัดการ ดังนั้น การนำองค์ความรู้จากชาวนามาปรับเข้าสู่กระบวนการทางความคิด การวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์เข้ามามีส่วนช่วย เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนการแข่งขันให้เกิดคุณภาพและปริมาณผลผลิตสูง พร้อมที่จะผลิตออกจำหน่ายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ อันจะนำมาซึ่งรายได้ที่สูงตามมา อีกทั้งยังประโยชน์ให้ชาวนาสามารถยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วย
ซึ่งแนวคิดนี้จึงเป็นที่มาของการตั้ง "ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ตำบลเจดีย์หัก" ขึ้น เมื่อ ปี 2545 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการแก้ไขเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าว การคิดปรับปรุงการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่สมบูรณ์ เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพและปริมาณสูง พร้อมๆ ไปกับการปรับปรุงบำรุงดิน น้ำ ตลอดจนระบบนิเวศน์ทุกอย่าง ที่สำคัญต้องการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรในตำบลเจดีย์หัก จำนวน 33 ครัวเรือน จำนวนทั้งสิ้น 21 ล้านบาท จากภาระค่าใช้จ่ายรอบด้านให้หมดไป ทั้งยังต้องการปรับปรุงคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของบรรดาเกษตรกรชาวนาทุกคนให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม
ขณะเดียวกันนายประยูร แตงทรัพย์ เสนอทางเลือกทางรอดคือทำนาแบบวิทยาศาสตร์ คือศาสตร์พระราชาใช้การสังเกต ทดลอง เพาะปลูกหลากหลายรูปแบบ เช่นเปียกสลับแห้ง ชาวนาเมื่อเจอปัญหาอุปสรรค จะเลือกปรับตัว โดย 1.เลือกทำการเกษตรที่หลากหลาย ทำให้เห็นได้ว่าจำนวนคนทำนาลดลง 2.ลดต้นทุนการทำนา เพื่อไม่ให้ขาดทุน โดยลดใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี ใช้แรงงานตัวเอง เก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกเอง แต่เหล่านี้จะเป็นการปรับตัวเป็นครั้งคราว ไม่ได้เป็นการปรับโครงสร้าง 3.มีการปรับตัวเพื่อดำรงอาชีพ ด้วยความพอใจส่วนตัว รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน และขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการตลาด โดยความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐ ในการผลิตและจำหน่ายอย่างไรก็ตาม การปรับตัวของชาวนา ทำไม่ได้ ถ้าไม่มีการสนับสนุนหรือนโยบายที่เอื้อต่อการลดข้อจำกัดของชาวนาที่มีต้นทุนชีวิตต่ำ ไม่ว่าจะเป็น การขาดแคลนที่ดิน หรือพื้นที่ทำกินน้อยไม่เพียงพอต่อการผลิต การมีภาระหนี้สินจากการลงทุน อีกทั้ง ชาวนายังมีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาของการบริหารจัดการน้ำ และทรัพยากรการผลิตที่เสื่อมโทรมลง ตรงนี้จะต้องมีการฟื้นฟูขึ้นมา
ส่วน ดร.เมธี จันท์จารุภรณ์ ประธานสถาบันประชาชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน กล่าวว่า ความเสี่ยงของชาวนาไม่เพียงมาจากตัวชาวนา แต่มาจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่ผ่านมา เน้นปัจเจกบุคคลมากกว่ากลุ่ม เน้นตัวชี้วัดเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ ไม่มีการหนุนเสริมศักยภาพของเกษตรกร ทั้งนี้ ปัญหาของแต่ละพื้นที่แตกต่างกันไป ตัวชี้วัดเรื่องการช่วยเหลือก็จะต่างตามพื้นที่ แต่รัฐบาลที่ผ่านมาใช้นโยบายรวมกับเกษตรกรทั้งประเทศ ส่วนรัฐบาลชุดปัจจุบันมี 8 โครงการช่วยเหลือเกษตรกร 32 มาตรการ แต่ชาวนาจำนวนมากยังมีข้อจำกัด เช่น โครงการลดต้นทุนเพาะปลูกไร่ละ 1,000 บาท โครงการชะลอการขายโดยใช้สินเชื่อยุ้งฉาง โครงการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก รัฐควรส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเดินหน้าของเกษตรกร "เกษตรเป็นอาชีพที่ปรับตัวมากที่สุด ปรับตัวมาตลอด ปรับตัวมากกว่านักวิชาการ แต่การสนับสนุนช่วยเหลือของรัฐต้องไม่เป็นแบบให้ทาน แบบทิ้งๆ ขว้างๆเน้นการหาคะแนนเสียงมากกว่าความยั่งยืน"
ด้านผศ.ดร.สุรชัย บุญเจริญ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ชาวนาจะต้องทำนาอย่างมีความสุข จะต้องมีหลักคิดหลักการ มีภูมิคุ้มกัน ต้องรู้จักปรับตัว ต้องมีเครือข่าย มีการพัฒนาตนเอง สร้างนวตกรรมใหม่ๆขึ้นมาตามนโยบายไทยแลนด์4.0 วิกฤติชาวนานั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว ทางออกชาวนาต้องปลูกข้าวคุณภาพสูง สร้างรากของตัวเองเอาวัฒนธรรมคืนมา โดยเดินตามวิถีเกษตรพอเพียง ทำกินก่อน แล้วขายในชุมชน ชาวนาที่ฉลาดจะรอด และจะมีเกษตรกรรุ่นใหม่ขึ้นมาและเป็นเกษตรกรที่มีคุณภาพ เกิดขึ้นเอง
ชาวนาที่จะรอดต้องปรับตัวเป็นชาวสวนด้วย ทำนาอย่างเดียวไม่รอด ทั้งนี้การจะอยู่รอดได้ต้องใช้ปัญญา และต้องพึ่งตนเอง คนอื่นมาช่วยไม่ได้แล้ว ที่สำคัญต้องปลดหนี้สินให้เป็นสูญ ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูพัฒนาอาชีพโดยสิ่งสำคัญที่สุดคือเน้นเรื่องของความยั่งยืน เลิกหวังพึ่งพานโยบายหรือโครงการประชานิยมจากนักการเมืองเหมือนที่ผ่านมาได้แล้ว
ชูชัย ดำรงสันติสุข ทีมข่าวเฉพาะกิจ รายงาน
