- 26 พ.ย. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
ระหว่างวันที่ 26-27 พฤศจิกายน 2560 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่พบปะประชาชนเพื่อรับทราบปัญหาและ หาแนวทางเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน พร้อมทั้งเยี่ยมเยียนการปฏิบัติราชการของเจ้าหน้าที่ ในสังกัดกระทรวงยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดสตูล ภายใต้โครงการยุติธรรมสู่หมู่บ้าน นำบริการรัฐสู่ประชาชน ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561
ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมมุ่งเน้นการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ซึ่งได้ลงพื้นที่เพื่ออำนวยความยุติธรรมในระดับพื้นที่ผ่านโครงการยุติธรรมสู่หมู่บ้าน นำบริการรัฐสู่ประชาชน อย่างต่อเนื่อง โดยในครั้งนี้ ได้ลงพื้นที่จังหวัดสตูล เพื่อนำบริการด้านงานยุติธรรมสู่ประชาชน ที่ผ่านมาการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดสตูล ได้จัดกิจกรรมชุมชนเดินเท้าเข้าพื้นที่ ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมเชิงรุกโดยมีคณะกรรมการศูนย์ยุติธรรมชุมชน สำรวจปัญหาชุมชนรายครัวเรือน จากการลงพื้นที่ พบว่า สภาพปัญหาที่สำคัญของประชาชนในพื้นที่จังหวัดสตูลมากที่สุด คือ ๑.ปัญหายาเสพติด ๒.ปัญหาหนี้สิน ๓.ปัญหาที่ดิน ๔.ปัญหาเศรษฐกิจ และ ๕.ปัญหาความไม่รู้กฎหมาย สำหรับการแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่จังหวัดสตูล กระทรวงยุติธรรมได้จัดกิจกรรมประชาคม โดยศูนย์ยุติธรรมชุมชน เพื่อนำข้อมูลสภาพปัญหามาสรุปและจัดทำเวทีประชาคม เพื่อสร้างความตระหนักเรื่องสภาพปัญหาอย่างมีส่วนร่วม พร้อมทั้งลงมติเลือกปัญหาที่มีความเร่งด่วนและคิดวิธีแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อนำมาจัดกิจกรรมแก้ไขปัญหาต่อไป
ในด้านการอำนวยความยุติธรรมในพื้นที่ผ่านศูนย์ยุติธรรมชุมชนจังหวัดสตูล ซึ่งในพื้นที่จังหวัดสตูลมีศูนย์ยุติธรรมชุมชน จำนวน 41 ศูนย์ และศูนย์ยุติธรรมชุมชน (ดั้งเดิม) จำนวน 13 ศูนย์ จากสถิติผลการดำเนินงานของศูนย์ยุติธรรมชุมชนในพื้นที่จังหวัดสตูล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 พบว่า มีประชาชนมาขอรับบริการด้านงานยุติธรรมมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.การให้คำแนะนำเกี่ยวกับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จำนวน 188 เรื่อง 2.การรับเรื่องราวร้องทุกข์/ร้องเรียน จำนวน 79 เรื่อง และ 3.การไกล่เกลี่ยระงับ ข้อพิพาท จำนวน 31 เรื่อง
ส่วนสถิติผู้มาขอรับบริการจากกระทรวงยุติธรรมในจังหวัดสตูล (แยกรายอำเภอ) ประกอบด้วย อำเภอเมือง อำเภอท่าแพ อำเภอทุ่งหว้า อำเภอควนกาหลง อำเภอควนโคน อำเภอมะนัง และอำเภอละงู โดยส่วนใหญ่ประชาชนมาติดต่อขอรับบริการด้านงานยุติธรรมมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.การให้คำปรึกษาทางกฎหมาย เกี่ยวกับพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ นิติกรรมสัญญา/ละเมิด การกู้ยืม/หนี้ 2.งานกองทุนยุติธรรม เกี่ยวกับหลักประกัน การดำเนินคดี และการละเมิด 3.การช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา เกี่ยวกับร่างกาย ชีวิต และเพศ
สำหรับสถิติผู้มาขอรับบริการด้านงานยุติธรรมจากสำนักงานยุติธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้และภาคใต้ชายแดน พบว่า ในจังหวัดสตูล มีประชาชนมาขอใช้บริการในสัดส่วน 26.76 รายต่อประชากร 1 แสนคน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภาคใต้และภาคใต้ชายแดนที่มีอัตราการขอใช้บริการสำนักงานยุติธรรมจังหวัดในสัดส่วน 38.34 รายต่อประชากร 1 แสนคน
นอกจากนี้ มีประชาชนมาติดต่อขอรับบริการงานกองทุนยุติธรรมจากสำนักงานยุติธรรมจังหวัดฯ ในสัดส่วน 9.44 รายต่อประชากร 1 แสนคน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาคใต้และภาคใต้ชายแดนที่มีอัตราการขอใช้บริการงานกองทุนยุติธรรมในสัดส่วน 4.00 รายต่อประชากร 1 แสนคน
ส่วนการขอรับบริการช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญาจากสำนักงานยุติธรรมจังหวัดฯ พบว่า มีประชาชนมาขอใช้บริการในสัดส่วน 107.36 รายต่อประชากร 1 แสนคน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาคใต้และภาคใต้ชายแดนที่มีอัตราการขอใช้บริการช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญาในสัดส่วน 23.72 รายต่อประชากร 1 แสนคน
และการขอรับบริการด้านหนี้สินภาคประชาชน จากสำนักงานยุติธรรมจังหวัดฯ พบว่า มีประชาชนมาขอใช้บริการในสัดส่วน 0.31 รายต่อประชากร 1 แสนคน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภาคใต้และภาคใต้ชายแดนที่มีอัตราการขอใช้บริการสำนักงานยุติธรรมจังหวัดในสัดส่วน 1.06 รายต่อประชากร 1 แสนคน
โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำผุด อำเภอละงู จังหวัดสตูล เพื่อพบปะกลุ่มชาติพันธุ์มานิ (ซาไก) จำนวน 9 ครอบครัว 30 ราย และชาวเล (มอแกน) จำนวน 3 ราย จากเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล เพื่อรับบริการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม ซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้ร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงพยาบาลละงู จังหวัดสตูล และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 12
สำหรับการลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าว โดยการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมให้กับกลุ่มชาติพันธุ์มานิ (ซาไก) และ ชาวเล (มอแกน) ในครั้งนี้ เนื่องจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้จัดประชุมหารือร่วมกับผู้แทนจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมการปกครอง และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงแนวทางการให้ความช่วยเหลือกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม โดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกับมูลนิธิ ฮันส์ ไซเดล แห่งประเทศเยอรมนี (ประจำประเทศไทย) จัดทำ “โครงการพื้นที่การเรียนรู้เพื่อสันติสุขของประชาชนอาเซียน (Project on Learning on Areas for Peace and Happiness of ASEAN People)” เพื่อสร้างพื้นฐานการเรียนรู้และให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายให้กับบุคคลผู้ไร้รัฐ ไร้สัญชาติ จากการสำรวจของโครงการดังกล่าวพบว่า มีกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวยังไม่ได้รับสถานะบุคคล เนื่องจากเป็นบุคคลตกสำรวจตรวจสอบทะเบียนราษฎร์ การตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาไร้รัฐ ไร้สัญชาติให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวให้สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน และเป็นแนวทางในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่ประสบปัญหาในลักษณะเดียวกันให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมต่อไป โดยการพิสูจน์สารพันธุกรรมจะทราบผลภายใน 6 สัปดาห์
ทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination–ICERD) ซึ่งประเทศไทยเข้าเป็นภาคี ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2546 และอยู่ในความรับผิดชอบของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อปกป้องและคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทยให้สามารถเข้าถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่พึงจะได้รับ ได้แก่ การได้มีสัญชาติ สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล การเข้าถึงการศึกษา การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น
ที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้มีโอกาสให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายกับกลุ่มชาติพันธุ์ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ ชาวเล : ให้ความช่วยเหลือเงินประกันตัวแก่ชาวเล จำนวน 9 คนที่ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ชาวเล ชุมชนตูโป๊ะ เกาะหลีเป๊ะ : ให้ความช่วยเหลือในการตรวจสอบการถือครองสิทธิในที่ดิน ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยแก่งกระจาน/ห้วยคริตี้ กาญจนบุรี : ให้ความช่วยเหลือผ่านกองทุนยุติธรรมในการอำนวยความสะดวกในการดำเนินคดี เป็นต้น นอกจากการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวแล้ว หากผู้เสียหายเป็นเหยื่อในกระบวนการยุติธรรมสามารถขอความช่วยเหลือตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 และพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ
ภาพ/ข่าว เอนก ขันทสิกรรม ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ ประจำจังหวัดสตูล
